ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือนักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมต่างก็พยายามและหวังที่จะทำให้ผู้คนเชื่อว่าพวกเรายังสามารถเปลี่ยนโลกได้ ซึ่งก็มีสัญญาณที่ดีอยู่บ้าง เช่นการออกกฏหมายห้ามล่าวาฬและทิ้งสารพิษลงทะเลในปีช่วงปี 2523 การร่างสนธิสัญญามอนทรีออลเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CFC (คลอโรฟลูออโรคาร์บอน) ในปี 2530 จนสามารถฟื้นฟูรูรั่วของโอโซนในชั้นบรรยากาศได้ส่วนหนึ่ง การที่อัตราการเกิดลดลงและพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำจืดได้รับการฟื้นฟูในหลายพื้นที่ รวมถึงการที่ชาติต่างๆในโลกอย่างน้อยที่สุดก็ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง แม้ว่าจะดำเนินการไปอย่างเชื่องช้าก็ตาม

อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายที่เราต้องเผชิญในฐานะนักนิเวศน์วิทยาและนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือการที่พวกเราลองก้าวถอยออกมาจากชัยชนะต่างๆที่เคยได้รับและได้เห็นภาพในมุมที่กว้างขึ้น ภาพของสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก การทำลายพื้นที่ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง ภาพเหล่านี้ทำให้พวกเราต้องยอมรับว่า ความสำเร็จที่ผ่านมานั้นยังไม่เพียงพอ

เด็กๆกำลังเล่นกันในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งของโรงไฟฟ้าถ่านหินในชวากลาง

เมื่อ 25 ปีก่อนในปี 2535 องค์กรทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาชื่อ Union of Concerned Scientists (UCS) ได้ออกร่าง คำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์สู่มวลมนุษยชาติ ลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ 1,700 คน รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังผู้มีเกียรติทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้นำเสนอข้อมูลที่น่าเป็นกังวลเกี่ยวกับแหล่งน้ำจืด การประมงในทะเล สภาพอากาศ จำนวนประชากร พื้นที่ป่า ดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขายังกล่าวเตือนว่าเราจำเป็นจะต้องสร้าง “ความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่” เพื่อเลี่ยง “ความยากแค้นแสนสาหัสของมวลมนุษย์”

โดยในปีนี้ ซึ่งนับเป็นวาระครบรอบ 25 ปีของคำกล่าวเตือนข้างต้น พันธมิตรนักวิทยาศาสตร์โลก (Alliance of World Scientists) ได้ตีพิมพ์คำกล่าวเตือนฉบับที่สองเกี่ยวกับการประเมิณผลความคืบหน้าโดยรวม ซึ่งหากไม่นับรวมการควบคุมการลดลงของระดับโอโซน พวกเขารายงานว่า “มนุษยชาติล้มเหลวในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มากพอที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คาดการณ์ไว้ได้ และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือปัญหาส่วนมากนั้นกลับแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก”

ประวัติศาสตร์แห่งคำเตือน

ความตระหนักด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นมีมาอย่างยาวนาน กว่า 2,500 ปีก่อน ผู้นับถือลัทธิเต๋าในจีนได้กล่าวถึงความขัดแย้งกันระหว่างอารยธรรมของมนุษย์กับคุณค่าทางระบบนิเวศน์ ต่อมา เปา เจียงอัน หนึ่งในผู้นับถือลัทธิเต๋าได้กล่าวเตือนว่า “สังคมสมัยนิยมกำลังสวนทางกับแก่นแท้แห่งธรรมชาติของสิ่งต่างๆ...กำลังทำร้ายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเพียงเพื่อนำมาเป็นเครื่องประดับตกแต่งไร้สาระ”

ส่วนคำเตือนยุคใหม่นั้นเริ่มขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที 18 เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังเริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก ทอมัส มาลธัส ผู้ซึ่งกล่าวเตือนว่าการที่จำนวนประชากรเติบโตขึ้นเรื่อยๆแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลบนโลกที่มีทรัพยากรจำกัดเช่นนี้จะทำให้เราใช้ทรัพยากรจนหมดไปในที่สุด ซึ่งแม้จะมีผู้สนับสนุนการเติบโตสมัยใหม่จำนวนมากเย้ยหยันมาลธัสว่าคำกล่าวของเขาไม่เป็นความจริง แต่กลับไม่มีใครแย้งการคำนวณทางตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ของเขาได้  ทว่าเขาไม่รู้มาก่อนว่าจะมีการค้นพบการใช้ปิโตรเลียม ซึ่งทำให้เหล่านักเศรษฐศาสตร์เพิกเฉยกับคำเตือนของมาลธัสถึงสองร้อยกว่าปี จนวิกฤตที่มาลธัสเคยคาดการณ์ไว้อย่างถูกต้องนั้นทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

ต่อมา ราเชล คาร์สัน ได้จุดประกายความเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมในปี 2505 โดยการตีพิมพ์หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน (Silent Spring) เพื่อเตือนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยในอีก 10 ปีถัดมาซึ่งเป็นยุคแรกเริ่มแห่งการก่อตั้งกรีนพีซ สมาคมแห่งโรม (Club of Rome) ได้ตีพิมพ์หนังสือ “ขีดจำกัด” ของการเติบโต (The Limits To Growth) โดยใช้ข้อมูลอ้างอิงเพื่ออธิบายสิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทั้งพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงเรื่อยๆ ทรัพยากรต่างๆ และการปะทะกันอย่างจังของวิกฤติอัตราการเกิบโตของประชากรมนุษย์กับความต้องการบริโภค ซึ่งแม้ว่าเหล่านักเศรษฐศาสตร์ที่ยึดในแบบแผนเดิมๆต่างเย้ยหยันแนวคิดที่ว่าทรัพยากรมีจำกัด แต่สิ่งที่หนังสือ “ขีดจำกัด” ของการเติบโต (The Limits To Growth) เล่มนี้ได้คาดการณ์ไว้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง

ในปี 2552 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นำโดย โยฮัน ร็อคสตอร์มได้ตีพิมพ์บทความ ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) ลงในนิตยสาร Nature เพื่อกล่าวเตือนมนุษยชาติว่าระบบนิเวศน์อันมีความสำคัญยิ่งไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศ การหมุนเวียนของสารอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย ได้ข้ามผ่านขีดจำกัดทางนิเวศน์วิทยามาสู่จุดวิกฤติแล้ว

ภูเขาน้ำแข็งกำลังละลาย ที่มหาสมุทรใต้

อีกสามปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์นานาชาติ 22 คนได้ตีพิมพ์รายงานฉบับหนึ่งชื่อว่า “Approaching a State Shift in Earth’s Biosphere” ซึ่งกล่าวเตือนว่าการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์นั้นอาจ “ทำให้โลกแปรสภาพไป...เป็นโลกที่ที่มนุษย์เราไม่เคยรู้จักมาก่อน”  โดย อาร์น มัวร์ส์ นักชีววิทยาชาวแคนาดาผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้กล่าวอย่างสลดใจว่า “มนุษย์เราไม่เคยลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่พอจะช่วยให้โลกรอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้จริงๆ เพื่อนร่วมงานของผม...ต่างหวาดกลัวกันมาก”

ในปี 2557 ไมเคิล แกร์สต์ พอล แรสคิน และ โยฮัน ร็อคสตอร์ม ได้ตีพิมพ์ “Contours of a Resilient Global Future” ใน Sustainability 6 เพื่อค้นหาแผนการในอนาคตที่พอจะเป็นไปได้ซึ่งครอบคลุมทั้งการให้ความสำคัญกับขีดจำกัดของการเติบโตทางธรรมชาติและเป้าหมายการพัฒนามนุษย์ที่ทำได้จริง พวกเขากล่าวเตือนว่าความท้าทายครั้งนี้นั้น “น่าหนักใจ” และ “การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ” นั้นยังไม่เพียงพอ

โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ทางคณะอภิปรายด้านทรัพยากรขององค์การสหประชาชาติ (United Nations International Resource Panel หรือ IRP) ได้ตีพิมพ์บทความชื่อว่า “Global Material Flows and Resource Productivity” เพื่อกล่าวเตือนชาติต่างๆถึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ความไม่มั่นคงของทิศทางการบริโภคของมนุษย์ และผลกระทบด้านลบของการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองที่จะมีต่อสุขภาพของมนุษย์ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาในอนาคต

โดยในปีนี้ “คำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์สู่มวลมนุษยชาติ” ครั้งที่สอง ได้เตือนพวกเราทุกคนอีกครั้งว่าความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆนั้นยังไม่เพียงพอ และพวกเรากำลังทะลุ “ขีดจำกัดที่ทางชีวภาคโลกสามารถรับมือได้โดยไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงที่ไม่อาจแก้ไขได้”

ผลข้อมูลวิจัย

นักวิจัยจากพันธมิตรนักวิทยาศาสตร์โลก (Alliance of World Scientists) ได้ติดตามข้อมูลการวิจัยเป็นเวลากว่า 25 ปีนับตั้งแต่คำเตือนในปี 2445 แม้ว่าพวกเขาจะกล่าวว่ามีสัญญาณที่ดีอยู่บ้าง อย่างการลดลงของรูรั่วโอโซนในชั้นบรรยากาศจากก๊าซ CFC ทว่าโดยภาพรวมในระดับโลกแล้วนั้นพวกเขาชี้ว่า “ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมของมนุษย์ และด้านความไม่เสมอภาค...ยังห่างจากคำว่าเพียงพออยู่อีกไกลนัก”

โดยผลข้อมูลวิจัยชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆดังนี้

โอโซน: การปล่อยก๊าซ CFC (คลอโรฟลูออโรคาร์บอน) ลดลงถึงร้อยละ 68 นับตั้งแต่ปี 2535 อันเป็นผลมาจากสนธิสัญญามอนทรีออลของสหประชาชาติในปี 2530 โดยคาดว่าชั้นบรรยากาศโอโซนจะเพิ่มขึ้นเทียบเท่าในช่วงปี 2523 ภายในกลางศตวรรษนี้ ซึ่งนับเป็นข่าวดียิ่ง

แหล่งน้ำจืด: พื้นที่แหล่งน้ำจืดสะอาดต่อประชากรนั้นลดลงถึงร้อยละ 26 นับตั้งแต่ปี 2535 ในปัจจุบัน ผู้คนราวหนึ่งพันล้านคนต้องทุกข์ทรมานจากการขาดแหล่งน้ำจืดสะอาด “ปัญหาดังกล่าวเกือบทั้งหมดเกิดจากการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์อย่างทวีคูณ” และอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นยังทำให้ปัญหานี้รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การประมง: อัตราสัตว์ทะเลโลกที่ถูกจับขึ้นมาลดลงร้อยละ 6.4 นับตั้งแต่ปี 2535 แม้ว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีประมงอุตสาหกรรมมากเพียงใด แต่เรือและตาข่ายจับปลาขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมด้วยระบบโซนาร์ที่ดีขึ้นก็ไม่อาจจับปลาที่ไม่มีอยู่ในทะเลได้

เขตมรณะในมหาสมุทร: เขตที่มีก๊าซออกซิเจนน้อยเกินกว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ในมหาสมุทรนั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 75 ซึ่งเกิดจากการรั่วไหลของปุ๋ยเคมีและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ การที่น้ำกลายเป็นกรดอันเป็นผลจากการ์ปล่อยคาร์บอนยังทำลายแนวปะการังซึ่งเป็นเสมือนแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์ทะเลอีกด้วย

พื้นที่ป่า: แม้ว่าเขตพื้นที่ป่าไม้จะลดลงร้อยละ 2.8 นับตั้งแต่ปี 2535 ทว่าความอุดมสมบูรณ์ของป่า ของปริมาณและคุณภาพไม้กลับเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆในเวลาเดียวกัน การสูญเสียพื้นที่ป่าเกิดขึ้นมากที่สุดจากการดัดแปลงไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งการที่พื้นที่ป่าลดลงนี้ยังส่งผลกระทบกลับไปยังระบบนิเวศน์จากการลดลงของการดักจับคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ และแหล่งน้ำจืด

ความหลากหลายทางชีวภาพ: ความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายของสัตว์มีกระดูกสันหลังนั้นลดลงถึงร้อยละ 28.9 ซึ่งปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยรวมลดลงถึงร้อยละ 58 ระหว่างปี 2513 ถึง 2555 นับเป็นอัตราที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์: แม้ว่าจะมีการให้คำมั่นสัญญาในระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง แต่อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62 นับตั้งแต่ปี 2503

ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก: อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยนั้นพุ่งสูงขึ้นสอดคล้องกับอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10 ปีที่ร้อนที่สุดที่เคยมีบันทึกมาใน 136 ปีนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2541 นักวิทยาศาสตร์ต่างกล่าวเตือนว่าความร้อนดังกล่าวอาจส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรหลักๆในโลกลดลง ทำให้พายุทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากจนอาจท่วมเมืองชายฝั่งต่างๆได้

ประชากร: นับตั้งแต่ปี 2535 ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นถึงสองพันล้านคน ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ทำให้ต้องเพิ่มการทำปศุสัตว์ถึงร้อยละ 25 เพื่อให้เพียงพอกับการบริโภค ประชากรมนุษย์รวมกับสัตว์ในปศุสัตว์นั้นจึงมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 98.5 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดบนโลก เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างย้ำว่าเราจำเป็นจะต้องหาหนทางในการควบคุมอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์ให้คงที่หรือลดลงให้ได้ “จำนวนมหาศาลนี้” พวกเขากล่าวเตือน “ทำให้ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้นจนอาจบดบังความพยายามอื่นๆในการตระหนักถึงอนาคตอันยั่งยืนได้”

ดิน: นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าข้อมูลในระดับโลกยังมีไม่มากพอ  แต่หากดูจากข้อมูลระดับชาติแล้วจะเห็นได้ว่าความอุดมสมบูรณ์ของดินนั้นลดลงทั่วโลก (และมากถึงร้อยละ 50 ในบางพื้นที่) อันเนื่องมาจากการสูญเสียแร่ธาตุสารอาหาร การกัดเซาะ และกระบวนการเปลี่ยนเป็นทะเลทราย สหภาพยุโรปยังแถลงว่าหน้าดินถึง 970 ล้านตันถูกชะล้างออกไปในแต่ละปีจากกระบวนการกัดเซาะ ส่วนทางกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาประเมิณว่าปริมาณดินทั่วโลกลดลงราว 75 พันล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าสี่แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 13 ล้านล้านบาทไทยในเชิงผลผลิตทางเกษตรกรรม

คำถามที่ยังค้างคา

“พวกเรากำลังทำร้ายอนาคตของเราเอง เพราะเราไม่ยอมชลอความรุนแรงของปัญหาทั้งๆที่การบริโภคเชิงรูปธรรมของมนุษย์เรานั้นไม่สอดคล้องกันทางภูมิศาสตร์และทางสถิติประชากร” เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างกล่าวเตือน “อีกทั้งยังเป็นเพราะเราไม่มองว่าการเติบโตของจำนวนประชากรมนุษย์เป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้เกิดปัญหาทางระบบนิเวศน์และทางสังคมจำนวนมาก”

อย่างไรก็ดี รายงานของกลุ่มพันธมิตรนักวิทยาศาสตร์โลกฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าเรายังพอมีหวัง โดยได้เสนอแนวทางขั้นตอนที่เราสามารถเริ่มต้นทำได้ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจังยิ่งขึ้น

  • ขยายพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ ทั้งพื้นที่บนดิน ทางทะเล บริเวณน้ำจืด และทางอากาศ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศบริการ (Ecosystem Services)
  • ฟื้นฟูพันธุ์พืชพื้นเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่า รวมถึงพันธุ์สัตว์พื้นเมืองโดยเฉพาะสัตว์นักล่าบนยอดของห่วงโซ่อาหาร เพื่อฟื้นฟูบูรณภาพของระบบนิเวศน์
  • หยุดการรุกล้ำพื้นที่ การแสวงหาผลประโยชน์ การลักลอบซื้อขายสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์
  • ลดการสร้างขยะอาหารและพยายามเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ทำจากพืชเป็นหลัก
  • ให้การศึกษาอบรมและการรู้สำนึกเกี่ยวกับธรรมชาติภายนอกแก่เด็กและผู้ใหญ่
  • กำจัดอุตสาหกรรมทำลายล้างและลงทุนในอุตสาหกรรมเชิงยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งหมายถึงการเลิกอุดหนุนเงินในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอซซิล และหันมาสนับสนุนพลังงานแหล่งพลังงานหมุนเวียนในวงกว้าง
  • แก้ไขระบบเศรษฐกิจใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางฐานะและชดใช้ค่าใช้จ่ายตามจริงที่ได้สร้างความเสียหายไว้กับสิ่งแวดล้อมจากรูปแบบการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค
  • ลดอัตราการเกิดของมนุษย์ด้วยการให้การศึกษาและสอนการวางแผนครอบครัวอย่างเท่าเทียมกันทุกเพศ

แม้ว่าทางแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การเน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาของจำนวนประชากรนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางคนอาจพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องจำนวนประชากรมนุษย์เพราะอาจทำให้เกิดการตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่พวกเราต่างรู้ดีว่าอัตราการบริโภคปริมาณมหาศาลของกลุ่มประชากรที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดร้อยละ 15 จากประชากรทั้งหมดนั้นเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤติทางสิ่งแวดล้อม ในขณะที่กลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดกลับมีอัตราการบริโภคที่น้อยกว่ามากเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อมนุษย์ทุกคนบนโลกอย่างเท่าเทียมกัน

ผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนในฟิลิปปินส์

ในฐานะนักนิเวศน์วิทยา ผมรู้สึกกดดันอย่างมากที่ต้องถามตนเองว่า หาก 50 ปีแห่งการต่อสู้ การค้นคว้า การตักเตือน การประชุม ออกกฏหมาย การร่างข้อบังคับ และการสร้างความตระหนักทางสิ่งแวดล้อมทั้งหมดนี้ยังไม่มากพอ แม้ว่าเราจะได้รับชัยชนะหลายต่อหลายครั้ง แล้วพวกเราจะต้องทำอะไรอีกบ้าง

คำถามข้างต้น และคำตอบทั้งหมดรวมกันที่เคร่งครัดและจริงจังนี้ จะต้องกลายมาเป็นแก่นกลางของการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมในทศวรรษหน้าในที่สุด

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่