เรื่องราวของผลกระทบของวิกฤตภัยจากสภาพภูมิอากาศมักมีผู้หญิงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และความไม่เป็นธรรมนี้เองที่เป็นพลังผลักดันให้กับผู้หญิง ทำให้พวกเธอมารวมกลุ่มกัน และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของกลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ทัศนคติการเหมารวมในสังคม การเลือกปฏิบัติ และความยากจน คือสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้หญิง ซึ่งได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยในรายงานจากองค์การสหประชาชาติ ปี 2553 ระบุไว้ว่า ผู้หญิงทั่วโลกคือกลุ่มที่ต้องแบกภาระของวิกฤตโลกร้อน ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ วิกฤตโลกร้อนในสหรัฐอเมริกานั้นส่งผลกระทบต่อผู้หญิงกลุ่มผิวสีผู้มีรายได้ต่ำมากกว่ากลุ่มอื่น  สำหรับในประเทศกำลังพัฒนา ผู้หญิงต้องรับผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากผู้หญิงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงในกลุ่มแรงงานทางการเกษตร ได้รับรายได้ที่น้อยกว่า และมีภาระจำเป็นต้องจัดการดูแลบ้านและครอบครัว สาเหตุเหล่านี้คือสิ่งที่ผลักดันให้ผู้หญิงกลายเป็นแนวหน้าและผู้นำในกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

และนี่คือเรื่องราวของผู้หญิงส่วนหนึ่งผู้ซึ่งขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงความอ่อนแอของตน และต่อกรกับมันด้วยการผันตัวมาเป็นนักรณรงค์ และกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็ง พวกเธอใช้เรื่องราวของความกล้าหาญและแรงบันดาลใจมาเปลี่ยนแปลงบริบทของตน สร้างสรรค์ “ประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องราวของผู้หญิง” (herstory) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ

โจอันนา ซุสเตนโต - นักรบแห่งพายุ

“พายุไห่เยี่ยนทำให้ฉันจมดิ่ง ทั้งทางกายภาพด้วยน้ำและโคลน และทางจิตใจด้วยความโศกเศร้าและหัวใจที่แหลกสลาย แต่ด้วยพายุนี่เองที่ทำให้ฉันกลายเป็นฉันในทุกวันนี้”

เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2013 โจอันนา ซุสเตนโต ได้สูญเสียพ่อแม่ พี่ชายคนโต พี่สะใภ้ และหลานชายอายุเพียงสามปีชื่อทาริน ไปกับมหาไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่พัดถล่มบ้านเกิดของเธอ เมืองทาโคลบัน ประเทศฟิลิปปินส์  พายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในโลกนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 คน และทำให้พลเมืองหลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โจอันนาได้กลายมาเป็นผู้ที่เรียกร้องให้บรรษัทผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนยักษ์ใหญ่ออกมารับผิดชอบในผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากบรรษัทเหล่านี้รับรู้ถึงผลกระทบและมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นจากการทำธุรกิจของตน แต่กลับเพิกเฉย

“ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ที่ประสบผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนด้วยตนเอง และต้องสูญเสียทุกอย่างไปกับพายุ ฉันอยากถามกับบรรษัทผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนยักษ์ใหญ่สักข้อหนึ่ง มันคุ้มแล้วหรือ?”

“พลเมืองของทาโคลบันจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าเราไม่ควรแค่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและปรับตัวกับมัน เด็กคนหนึ่งจะไปโรงเรียนและสร้างฝันของตนได้อย่างไรหากต้องเผชิญกับพายุลูกแล้วลูกเล่า เราจำเป็นต้องอพยพทุกครั้งที่พายุมา และเมื่อพายุสงบก็ต้องกลับมาสร้างบ้านใหม่อีกครั้ง การได้อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยนั้นไม่ใช่อภิสิทธิ แต่เป็นสิทธิมนุษยชน” โจอันนาอธิบาย

พายุไห่เยี่ยนคือสิ่งที่เปิดทัศนคติใหม่ให้กับโจอันนา

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉันคือครอบครัว ความสัมพันธ์ และคุณธรรม ฉันเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดกับวัตถุนิยมเนื่องจากพายุไห่เยี่ยน”

ขณะนี้โจอันนาได้เป็นส่วนหนึ่งในการนำชุมชนขับเคลื่อน และทำกิจกรรมรณรงค์อื่น ๆ ร่วมกับผู้นำที่เป็นผู้หญิงคนอื่นที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ สำหรับเธอแล้วนี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่หน้าที่หรืองานที่ต้องทำให้บรรลุผล แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเธอ

“เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของฉัน ฉันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นกับงานที่ฉันทำ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ้งของกลุ่มผู้หญิงที่น่าทึ่งเหล่านี้ นอกจากนี้ร้อยละ  80 ของพลเมืองที่เสียชีวิตจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนนั้น คือผู้หญิง เราจึงควรเป็นแนวหน้าในการต่อกรกับมัน เรามีสิทธิในการเรียกร้องให้บรรษัทและรัฐบาลออกมารับผิดชอบ เนื่องจากพวกเราคือกลุ่มที่มักได้รับผลกระทบ” โจอันนากล่าว

แม้ว่าจะมีการสูญเสียและความทุกข์เกิดขึ้นมากเท่าไร โลกก็ยังคงถกเถียงว่าโลกร้อนนั่นไม่จริง แต่โจอันนาได้ค้นพบความเข้มแข็งในจิตใจของเธอผ่านทางการบอกเล่าเรื่องราว

เดสซิรี ลิเอโนส ดี นักรณรงค์ด้วยพลังของเรื่องราว

“จงจำไว้เสมอว่า โลกของเราประกอบด้วยผู้หญิงครึ่งหนึ่ง เรามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง”

เป้าหมายของเดสซิรี ลิเอโนส ดี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำประเทศฟิลิปปินส์ คือการเชื่อมโยง และสร้างชุมชนที่มีความตระหนักมากขึ้น ใส่ใจกับปัญหามากขึ้น เธอทำงานเพื่อให้เสียงของผู้ที่เผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนนั้นมีผู้รับฟัง และเผยแพร่ออกไป ด้วยการใช้พลังของการเล่าเรื่องเป็นการขับเคลื่อนและให้ประเด็นเรื่องความเป็นธรรมทางภูมิอากาศนั้นเป็นประเด็นที่คนเข้าถึงได้มากขึ้น

 

“การบอกเล่าเรื่องราวเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าถึงรับรู้ได้อย่างเข้าใจ หากคุณได้รับฟังเรื่องราวอย่างเรื่องของโจอันนา และรู้สงสารเธอ นั่นคือสิ่งที่คุณลืมไม่ลง นั่นคือการทำให้ประเด็นปัญหาเรื่องวิกฤตโลกร้อนนั้นสามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้น” เดสกล่าว

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ เมื่อครั้งที่เธอได้มีส่วนร่วมในการเดินรณรงค์ 60 วัน Climate Walk จากโรมสู่ปารีสเมื่อปี 2557 โดยมีนักกิจกรรมและผู้นำขับเคลื่อนทางสิ่งแวดล้อมหลายพันคนจากกลุ่มต่าง ๆ มาร่วมกันบอกเล่าเรื่องราวที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของพวกเขา”

“ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะผู้คนทั่วไปยังคงไม่เข้าใจว่าใครควรจะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อน ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศจึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าประชาชนผู้ที่ก่อปัญหาเรื่องโลกร้อนน้อยที่สุดนั้นกลับต้องมารับผลกระทบมากที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียกร้องความเป็นธรรม ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องของการปลุกผู้คนให้ตื่นตัวถึงวิกฤต ออกมารวมกลุ่มกันเป็นการเคลื่อนไหวระดับโลก รวมถึงเป็นการย้ำเตือนว่าเหตุใดเราจึงต้องรวมพลังและต่อสู้ด้วยกัน”

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่มีขอบเขตพรมแดน เรื่องราวเองก็เช่นกัน และเรื่องราวนี่เองที่เป็นเครื่องมือที่เดสใช้เชื่อมโยงจุดต่างๆ ที่ท้ายที่สุดนั้นนำไปสู่การรวมตัวของพลังมวลชนเพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

“ปัญหาวิกฤตโลกร้อนนั้น เกี่ยวโยงกับการที่เราขาดการรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่อยู่ในประเทศที่ห่างไกลออกไป แต่เรื่องราวนั้นเชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน คุณอาจจะอยู่ที่บราซิล และฉันอยู่ที่ฟิลิปปินส์ แต่หากฉันบอกเล่าเรื่องราวของการสูญเสียคนที่เรารักในครอบครัวของเราไป เรื่องราวนี้เองทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงและเข้าถึงได้”  เดสกล่าว

เฮตตี กีเนน กัปตันของเรือนักรบสายรุ้ง

เฮตตีเริ่มออกเดินเรือตั้งแต่อายุ 14 เธอหลงใหลในการเดินเรือมาตลอดและใฝ่ฝันที่จะเข้าโรงเรียนการเดินเรือ ก่อนหน้าที่เธอจะมาร่วมงานกับกรีนพีซนั้น เฮตตีได้ทำงานบนเรือโดยสารท่องเที่ยวมาตลอด แต่ตัดสินใจลาออกเพื่อทำตามเป้าหมายที่เธอต้องการ นั่นคือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

“การเดินทางครั้งแรกของฉันในนามของกรีนพีซ คือ Toxics-Free Asia Tour in 1999/2000 (2543/2543) ซึ่งเป็นการเดินทางที่บอกกับฉันว่า นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต้องการทำ เราสามารถเป็นตัวแทนเสียงจากนานาชาติ และเครื่องมือในการมอบพลังให้กับผู้คนและโลกของเราในการสื่อสารออกไป ฉันคิดว่าฉันได้ทำงานที่ดีที่สุดในโลกแล้ว!” เฮตตีกล่าว

ระหว่างการเดินทางของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ในงานรณรงค์ “Balangaw” climate justice ship tour ในน่านน้ำประเทศฟิลิปปินส์ เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ได้จอดที่เมืองทาโคลบันเพื่อเป็นอีกพลังเสียงให้กับชุมชน และร่วมบอกเล่าถึงผลกระทบของวิกฤติโลกร้อนต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ร้ายแรงจากภัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งที่เป็นกลุ่มผู้ที่ก่อคาร์บอนน้อยที่สุด

“บทบาทสำคัญของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ คือการเปล่งเสียงบอกเล่าเรื่องราวปัญหาของชุมชนในท้องถิ่นให้โลกได้รับรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ทาโคลบันนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ลูกเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์เคยได้ประสบและพบเห็นมา เราไม่สามารถปฏิเสธว่าวิกฤตโลกร้อนนั้นไม่จริงอีกต่อไป เราทุกคนต้องทำในส่วนที่เราทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงมือจากรัฐบาล และบรรษัทผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนขนาดใหญ่”

ร่วมยืนหยัดเคียงข้างกลุ่มผู้นำหญิงที่กล้าหาญเหล่านี้เพื่อต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนทั้งในระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับโลก การต่อสู้ของเธอคือการต่อสู้เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเพื่อความเป็นธรรมทางภูมิอากาศและอนาคตที่ทุกสรรพชีวิตสามารถอยู่อาศัยได้ และโลกกำลังจับตามองความเป็นผู้นำของพวกเธอ


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่