ไม่เพียงเป็นจังหวัดแรกที่ปลูกปาล์มน้ำมันป้อนอุตสาหกรรมตั้งแต่ประมาณ 50 ปีที่แล้ว กระบี่ยังเป็นพื้นที่แรกในการทดลองใช้ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า

 

โครงการวิจัยดังกล่าวเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2545 ที่บริษัท เอเชี่ยนน้ำมันปาล์ม จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพัฒนาพลังงาน (สนพ.) และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโรงงานและจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้สำเร็จ ยุคบุกเบิกด้านพลังงานทดแทนจากน้ำเสียที่นี่จึงนับหนึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 2550 โดยมีโรงงานกลุ่มแรกเพียงไม่กี่แห่งที่ตัดสินใจเข้าร่วมขบวน หนึ่งในนั้นคือบริษัท ไทยอินโด ปาล์มออยล์ แฟคทอรี จำกัด

 

เอกพงษ์ ทองหนัน ผู้จัดการโรงงาน เล่าว่า ไทยอินโดเริ่มกิจการสกัดน้ำมันปาล์มในปี 2549 แต่เนื่องจากคุณสาวัน ตัน ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ มีความตั้งใจจะดำเนินธุรกิจแบบปลอดของเสีย (Zero Waste) อยู่แล้ว เมื่อเห็นทางเลือกในการจัดการน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและเกิดประโยชน์อีกหลายต่อ จึงเปลี่ยนบ่อผึ่งแบบดั้งเดิมเป็นบ่อหมักก๊าซชีวภาพประเภท Completely Stirred Tank Reactor (CSTR) โดยขึงผ้าใบ HDPE ปิดปากบ่อผึ่ง และติดตั้งใบพัดในบ่อเพื่อกวนผสมให้น้ำเสียที่มีสารอินทรีย์ปริมาณสูงสัมผัสกับแบคทีเรียอย่างทั่วถึง เกิดการย่อยสลายในสภาวะไร้ออกซิเจนที่ให้ผลลัพธ์เป็นก๊าซชีวภาพ จากนั้นจึงป้อนก๊าซชีวภาพเข้าเครื่องผลิตไฟฟ้าและเชื่อมโยงไฟฟ้าเข้าสายส่งของ กฟภ. มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

เนื่องจากก๊าซชีวภาพมีมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลัก รวมๆ กันอาจสัดส่วนมากถึง 90-95 เปอร์เซ็นต์ นี่จึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ขั้นบรรยากาศโลกได้ขนานใหญ่และตอบโจทย์การพัฒนาในยุคโลกร้อนระอุได้เป็นอย่างดี

“บ่อผึ่งใช้พื้นที่เยอะมาก ต้องมีบ่อเกือบ 20 บ่อ เมื่อเปลี่ยนมาทำไบโอแก๊ส กระบวนการย่อยสลายของน้ำเสียดีขึ้น ใช้พื้นที่เก็บน้ำน้อยลง ระยะเวลากักน้ำลดลง และปัญหากลิ่นรบกวนลดลงเยอะมาก ลดค่าใช้จ่ายในการขนน้ำที่ผ่านการบำบัดไปทิ้งสวนปาล์ม กากตะกอนจากการหมักไบโอแก๊สยังเอาไปหมักรวมกับผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น ทะลายปาล์มเปล่า ขี้เถ้า ขี้เค้ก เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขายได้อีกด้วย” เอกพงษ์แจกแจงสารพัดข้อดีอื่นๆ นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า

 

อธิราษฎร์ ดำดี ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการปาล์มน้ำมันจังหวัดกระบี่ ให้ความเห็นว่า งานวิจัยระดับอุตสาหกรรมที่โรงงานเอเชี่ยนน้ำมันปาล์มคือจุดเปลี่ยนสำคัญ นอกจากนำไปสู่การแก้ไขระเบียบให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP-Very Small Power Producer) สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้แล้ว ยังกระตุกให้ภาครัฐหันมองศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันปาล์มในฐานะแหล่งพลังงานทดแทน ซึ่งจริงจังถึงขั้น สนพ.เปิดโครงการสนับสนุนงบประมาณแก่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่สนใจผลิตไฟฟ้าขายกันเลย

แม้การสนับสนุนจะยุติลงช่วงต้นปี 58 ก็ยังมีภาคเอกชนหลายรายที่ตัดสินใจเดินหน้าลงทุนเองต่อ ล่วงเข้ากลางปีเริ่มมีสัญญานปฏิเสธการรับซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตด้วยเหตุผล “สายส่งเต็ม” จากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม 58  กฟภ. ก็ออกประกาศหยุดรับคำร้องและข้อเสนอขายไฟฟ้าจาก VSPP ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มีกำหนดว่าจะเปิดรับซื้ออีกครั้งเมื่อใด สร้างความสั่นสะเทือนแก่ภาคเอกชนหลายสิบรายทั่วประเทศที่เตรียมจะลงทุนหรือบางรายก็ลงทุนแล้วแต่ยื่นคำร้องเสนอขายไฟฟ้าไม่ทัน กระทั่งรายที่ทำสัญญาขายไฟฟ้าไปแล้วอย่างไทยอินโด ปาล์มออยล์ แฟคทอรี ก็ยังได้รับผลกระทบ

“โรงงานมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 1 เมกะวัตต์ แต่ขายไฟฟ้าได้แค่ 1 เมกะวัตต์ตามที่ยื่นขอตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว มันชนเพดาน ตอนนั้นเราวางแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ก็จะมีน้ำเสียเพิ่ม มีก๊าซชีวภาพเพิ่ม เตรียมซื้อเครื่องผลิตไฟฟ้าอีก 2 เครื่อง แต่ก็ต้องชะลอการนำเข้า” เอกพงษ์อธิบาย

ในขวบปีเดียวกันนั้น กระแสเรียกร้องให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ปะทุรุนแรงขึ้นจากประเด็นความไม่ชอบธรรมในกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตัวแทนเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินอดอาหารประท้วงอยู่หลายวัน กว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะรับข้อเสนอ

แถมยังต้องรอนานจนถึงกลางเดือนธันวาคม 58 จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการร่วมฯ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสภาปฏิรูปแห่งชาติกับ สนช., ฝ่ายกระทรวงพลังงาน กับ กฟผ. และฝ่ายประชาชนกระบี่กับนักวิชาการ ในนามของ “คณะกรรมการไตรภาคี” เพื่อพิจารณาข้อเสนอเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนร้อยเปอร์เซ็นต์ของจังหวัดกระบี่ภายในเวลา 3 ปี

คณะอนุกรรมการศึกษาการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการไตรภาคี เปิดเผยรายงานผลความคืบหน้าการทำงานในเดือนสิงหาคม 59 ว่า กระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพประมาณ 90-95 เมกะวัตต์ แต่เพิ่งขายไฟฟ้าเข้าระบบราวๆ 30 เมกะวัตต์เท่านั้น

ผู้ประกอบการโรงงานมากกว่าสิบรายที่ประสงค์จะขายไฟฟ้าจากไบโอแก๊สน้ำเสียจึงรวมตัวกันยื่นเอกสารผ่านคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อเรียกร้องให้กฟภ. เปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม แต่ยังไม่ทันปรากฏแสงแห่งความหวังใดๆ คณะกรรมการไตรภาคีก็ต้องยุติการทำงานจากชนวนความขัดแย้งระหว่างตัวแทนฝ่ายประชาชนกับกฟผ.

ศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอดีตคณะอนุกรรมการศึกษาการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกของจังหวัดกระบี่ เคยแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ในช่วงที่สถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำว่า

“โรงงานปาล์มไหนมีระบบไบโอแก๊สผลิตไฟฟ้าได้ สามารถเพิ่มราคารับซื้อปาล์มได้เลย มันจะเป็นมูลค่าเพิ่มเยอะมาก คุณพยุงราคาปาล์มได้เลย ขอแค่รับซื้อไฟฟ้าและตกลงกับโรงงานปาล์มให้ส่งผ่าน value added ส่วนนี้ให้เกษตรกร”

แต่รัฐบาลก็ไม่ได้สนใจการแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน หรือสนับสนุนการเติบโตของพลังงานทางเลือกมากนัก เวลาล่วงเลยจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรายใดสามารถยื่นเสนอขายไฟฟ้าได้ ซ้ำร้ายอุปสรรคของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยังใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม

จากตอนแรกเป็นเรื่องของสายส่งเต็ม ล่าสุดเมื่อ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ศิริ จิรพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมากล่าวย้ำชัดๆ ว่า “ใน 5 ปีข้างหน้าสำรองไฟฟ้าจะมีปริมาณสูงกว่าร้อยละ 20-30 ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่เข้าระบบ ทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน หรือการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ยกเว้นโครงการพิเศษที่จะช่วยเหลือประชาชน เช่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานชีวมวล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

พร้อมกับให้เหตุผลเรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะกลายเป็นภาระของผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันมีเงินอุดหนุนไฟฟ้าพลังงานทดแทนราคา 20-25 สตางค์/หน่วย คิดรวมแล้วปีละนับหมื่นล้านบาท

ประเด็นร้อนนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ไม่เพียงดับฝันการขายไฟฟ้าของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในกระบี่ แต่ยังฟาดหางถึงพลังงานทดแทนอื่นๆ ทั่วประเทศ ถึงขนาดที่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อเตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ทบทวนนโยบาย

นี่คงช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้อ่านได้ว่า...ทำไมไฟฟ้าจากวิธีการจัดการน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับโลกจึงกลายเป็นทางเลือกที่ตีบตันในบ้านเราไปอย่างน่าเสียดาย


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่