ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า มลพิษจากบริษัทธุรกิจฟอสซิลนั้น คือตัวการสำคัญที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

 เมื่อครั้งที่ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน พายุที่รุนแรงที่สุดที่เคยได้บันทึกไว้ ได้พัดเข้าถล่มเมืองทาโคลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 เยบ ซาโน รู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่ไต้ฝุ่นธรรมดา และไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมที่บังเอิญเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ หายนะจากไต้ฝุ่นลูกแล้วลูกเล่าทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพราะวิกฤตโลกร้อน  นี่คือผลพวงจากบริษัทธุรกิจฟอสซิลยักษ์ใหญ่ของโลกที่ก่อมลพิษ และเป็นต้นเหตุของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่เมืองทาโคลบันได้เผชิญนั้นทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวดมากมายสำหรับซาโน และก็ได้เปลี่ยนแปลงเขาอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน

 “ไห่เยี่ยนทำให้ผมเกือบจะต้องสูญเสียน้องชายของผม เอจี ตอนนั้นเขาไปทาโคลบันเพื่อเยี่ยมญาติและเพื่อน ที่จริงแล้วเขาจะต้องไปอยู่ที่บ้านพี่ชายของโจอันนา ซูเซนโต  แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เขาไปอยู่ที่อื่นและรอดชีวิตจากพายุ ในวันนั้นเขารู้สึกราวกับว่าเป็นวันสุดท้ายของชีวิต หลายปีหลังจากนั้น เอจียังคงไม่กล้านอนในห้องมืด ๆ เขายังคงเห็นภาพร่างของผู้เสียชีวิตที่เขาอุ้มเอาไว้ในมือ มีร่างที่ไร้วิญญาณอย่างน้อย 23 ศพ ที่เขาต้องอุ้มออกมา” ซาโนเล่า

 ปัจจุบันนี้ เยบ ซาโน คือ ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในช่วงเวลาที่เกิดไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนนั้น เขาเป็นนักกิจกรรมรณรงค์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และหัวหน้าคณะเจรจาในที่ประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ขณะนั้นเขากำลังจะเข้าร่วมการประชุม UN climate talks เขาคือตัวแทนของประเทศฟิลิปปินส์และเป็นความหวังของชุมชนบ้านเกิด ชาวทาโคลบันเชื่อว่าเขามีอำนาจในการช่วยค้นหาคนในครอบครัวที่สูญหายไป

 
เยบ ซาโน ร่วมในพิธีรำลึกครบรอบสามปีไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่เมืองทาโคลบัน โดยเป็นการจุดเทียนเขียนเป็นคำว่า "Climate Justice” เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบและความไม่เป็นธรรมของผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงเวลานั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ผมสามารถทำได้เพื่อแบ่งปันความทุกข์ของชาวทาโคลบัน คือการอดอาหารเป็นเวลาสองอาทิตย์ ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตสำหรับผม เช่นเดียวกับโจอันนาที่สูญเสียครอบครัวไปเกือบทุกคนเพราะพายุ ไห่เยี่ยนได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราไปมากจนกระทั่งเราต่างอุทิศชีวิตเพื่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราจะไม่หยุดจนกว่าบริษัทธุรกิจฟอสซิลจะรับผิดชอบ และในการจะดำเนินการให้สำเร็จได้ ผมไม่อยากจะทำงานให้กับรัฐบาลอีกต่อไป ผมอยากจะทำงานร่วมกับชุมชน ผมรู้ดีว่าการเดินทางในครั้งนี้จะยาวนานแต่มีความหมาย” ซาโนกล่าว 

บริษัทธุรกิจฟอสซิลยักษ์ใหญ่รู้มาก่อนหน้านี้หลายทศวรรษแล้วว่า การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นคือสาเหตุของการก่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศอันร้ายแรง แต่กลับเลือกที่จะปิดบังและเพิกเฉยต่อความจริงในข้อนี้ เพราะกลุ่มธุรกิจฟอสซิลรู้ว่าผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศจะส่งผลเสียต่ออนาคตธุรกิจของตน และรู้ดีว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นจะส่งผลให้เกิดหายนะภัยอันร้ายแรงในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่นที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญ ถึงเวลาแล้วที่บริษัทธุรกิจฟอสซิลยักษ์ใหญ่จะต้องหันมารับผิดชอบต่อผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศ และนี่คือวิกฤตที่ต้องลงมืออย่างเร่งด่วน

นี่คือเหตุผลที่เราเรียกร้องความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ เพื่อให้บริษัทธุรกิจฟอสซิลยักษ์ใหญ่ออกมารับผิดชอบต่อวิกฤตโลกร้อนที่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เรากำลังบอกให้บริษัทต่าง ๆ และรัฐบาลยุติการใช้พลังงานฟอสซิล รวมถึงยุติการขัดขวางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเป็นการปิดตายมลพิษ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

 
ผู้ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นฮากูปิต ซึ่งเข้าถล่มทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฟิลิปปินส์ หนึ่งปีให้หลังจากไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน 

“มีหลักฐานจำนวนมากที่ระบุไว้ว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่เป็นผู้ก่อผลกระทบมากถึง 2 ใน 3 ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น ขณะนี้มีผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นทั่วโลก และส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษต่อประเทศที่ยากจน ทุกวันนี้เรารู้ว่าบริษัทธุรกิจฟอสซิลเหล่านี้ตระหนักดีว่าผลกระทบวิกฤตสภาพภูมิอากาศอันตรายเพียงใด แต่กระนั้นยังคงดำเนินการธุรกิจของตนต่อ สำหรับผมแล้ว นี่คือเรื่องราวของความไม่เป็นธรรม ธุรกิจเหล่านี้ตักตวงผลประโยชน์จากฟอสซิล แล้วยังก่อผลกระทบและบาดแผลให้กับผู้คน” ซาโนเสริม

 ทุกวันนี้โลกตระหนักแล้วว่า พลังงานหมุนเวียนคือทางออกในการต่อกรกับสภาพภูมิอากาศ สำหรับซาโน เขาพบว่าคำตอบในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คือ การเพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิง แน่นอนว่าประชากรครึ่งหนึ่งของโลกคือผู้หญิง และผู้หญิงนั้นยังเป็นแนวหน้าที่เผชิญกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ การที่ผู้หญิงได้รับความเท่าเทียมทางเพศและมีการเพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิงนั้นคือปัจจัยสำคัญ หากผู้หญิงเป็นแนวหน้าผู้เผชิญกับผลกระทบ พวกเธอก็คือแนวหน้าของทางออกในการแก้ปัญหาเช่นกัน

“โลกเรากำลังเหลวแหลกจากการที่ผู้ชายเป็นกลุ่มปกครอง ผู้ชายมุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติและยึดครอง หากเราเพิ่มอำนาจให้กับผู้หญิงมากพอ จะเป็นเปิดโอกาสให้โลกของเรากลายเป็นโลกที่มีความห่วงใยและดูแลกันมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของผู้หญิง และด้วยวิธีนี้จะเป็นการแก้ปัญหาการทำลายล้างอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากรัฐบาล ผู้กำหนดนโยบาย และบรรษัทต่าง ๆ นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางของอำนาจได้” ซาโนกล่าว

 
สภาพของเมืองทาโคลบันหลังไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน

เยบ ซาโน ยังได้ให้คำตอบที่ยาวกว่านั้นในการแก้ไขวิกฤตโลกร้อน นั่นคือ การต้องเอาชนะความโลภ ความทะนง และการเมินเฉย

“ความโลภ คือ ความกระหายอยากได้อยากมี ความทะนง คือ การที่เชื่อว่าเราเหนือกว่าธรรมชาติ และเหนือกว่าทุกคน การเมินเฉย คือ การที่เชื่อว่าหากเราทำลายธรรมชาติแล้วถึงอย่างไรก็มีคนมาดูแลให้ หรือการไม่ดูแลธรรมชาติก็ไม่เป็นไร ปล่อยให้องค์กรต่าง ๆ ทำไป สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อที่ส่งเสริมธุรกิจพลังงานฟอสซิล ทุกคนควรทำในส่วนที่ทำได้เพื่อเอาชนะความโลภ ความทะนง และการเมินเฉย บรรษัทต่าง ๆ นั้นมากด้วยอำนาจ ทรัพยากร และทรัพย์สิน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับบริษัทอุตสาหกรรมที่จะหันมาเปลี่ยนแปลง และเห็นผลประโยชน์ของโลก มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน” เขากล่าว

บิดาของเยบ ซาโน เติบโตที่เมืองทาโคลบัน และครอบครัวของเขาก็ยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองนี้ ตอนนี้ในฐานะที่ซาโนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกรีนพีซ เขากำลังทำทุกทางเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแง่บวกที่เขาอยากเห็นในโลกใบนี้ “ผู้คนกำลังทนทุกข์กับหายนะภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การที่โลกเราเป็นธรรมและมีสันติภาพมากขึ้น กรีนพีซเป็นองค์กรที่เหมาะกับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ เนื่องจากกรีนพีซเชื่อในพลังของประชาชน เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางของอำนาจในสังคมได้ และร่วมเปล่งเสียงแทนทุกคนที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม เราสามารถรวมกันเป็นโลกใบเดียว บ้านหลังเดียว และเป็นครอบครัวของมนุษยชาติครอบครัวเดียว”

หายนะภัยจากการวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลกนั้น คือสัญญาณว่าถึงเวลาที่เราต้องเร่งลงมือเพื่อปกป้องสภาพภูมิอากาศ ผู้คนกำลังเรียกร้องให้บริษัทธุรกิจพลังงานฟอสซิลยักษ์ใหญ่ของโลกออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่พวกเขาก่อขึ้น เมื่อถามซาโนว่า เขาอยากจะบอกอะไรกับคนที่ยังคงปฏิเสธว่าวิกฤตโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นจริง ซาโนยิ้ม และตอบว่า “ถึงวิกฤตโลกร้อนจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ทางออกที่เราเสนอนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะนำมาใช้อยู่ดี เราสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ ที่ทั้งฟรีและสะอาด เราสามารถสร้างเมืองที่คนอยู่ได้ และเปลี่ยนแปลงให้โลกน่าอยู่ขึ้นได้ด้วยพลังงานหมุนเวียน” 

 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่