รู้หรือไม่ว่ารัฐบาลยังคงไม่แบนการใช้สารเคมีอันตรายซึ่งอาจตกค้างในพืชผักที่เรากิน แม้หลายประเทศทั่วโลกแบนกัน หรือว่าคนไทยแข็งแกร่งกว่าคนประเทศอื่น?

ด้วยความกังวลของประชาชนต่อการสนับสนุนของรัฐบาลต่อสารเคมีอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต  ในวันนี้ (5 มิถุนายน 2561) ตัวแทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 เครือข่ายทั่วประเทศ ราว 400 คน ได้มารวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านไม่เอาสารเคมีอันตรายพร้อมรายชื่อกว่า 10,000 รายชื่อ ต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน

 นักกิจกรรมทาตัวสีแดงสื่อถึงสารพิษพาราควอตเพื่อแสดงเป็นเชิงสัญลักษณ์ถึงความอันตรายของสารพิษ

คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีมติไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้ด้วยเหตุผลว่าข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอในขณะที่ประเทศอื่นแบนสารเคมีเหล่านี้ และมติไม่ยกเลิกการใช้นี้ยังขัดแย้งกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการหลายชุดก่อนหน้านี้ รวมทั้งความเห็นของประชาคมวิชาการและมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

“นโยบายรัฐพยายามประกาศจะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ แต่เป็นไปไม่ได้เลยถ้ายังสนับสนุนสารเคมีเหล่านี้ คนที่ได้รับผลกระทบปลายทางก็คือคนในเมือง เราจะนิ่งเฉยไม่ได้” ปราโมทย์ ชีวทัศน์ ตัวแทนเครือข่ายความมั่นคงทางอาหารภาคใต้ กล่าว

นอกจากนี้เครือข่ายยังตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 มีกรรมการอย่างน้อย 3 คน มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมาคมค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่กลับไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีการสละสิทธิ์ลงคะแนน เครือข่ายฯ จึงไม่ไว้วางใจให้ตัดสินใจ

สารเคมีเหล่านี้ถูกทำให้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกรมาหลายสิบปี โดยมีการจูงใจทางการเงิน นำไปสู่การสร้างหนี้สิน  โดยเฉพาะยาฆ่าหญ้าที่มีราคาแพง กล่าวคือ เกษตรกรต้องเสียต้นทุนทางการเงิน และต้นทุนชีวิตในราคาแพงกับการใช้สารเคมีเหล่านี้ เนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ดูดซึม ไม่สามารถล้างออก ส่งผลกระทบทั้งต่อเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี รวมถึงผู้บริโภคอีกด้วย

 “ขบวนการเกษตรอินทรีย์บ้านเรา ภาครัฐพูดอย่างทำอย่างมาตลอด บอกว่าจะส่งเสริม แต่ตัวเลขงบมีอยู่นิดเดียว พาราควอตส่งผลต่อการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์อย่างชัดเจน ภาพที่สวยหรูว่าประเทศเราเป็นเกษตรอินทีรย์ แต่จริง ๆ เราไม่มีอะไรตรงนั้นเลย วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เราต้องหยุด และเลิก ไม่ใช่ลด ต้องเอาออกเท่านั้นเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและสุขภาพอย่างแท้จริง” อนันตโชค ตักสวัสดิ์ สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย กล่าว

 ตัวแทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ราว 400 คน ได้มารวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านไม่เอาสารเคมีอันตรายต่อนายกรัฐมนตรี

“การยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส คือการสร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยให้ทุกคน” ตัวแทนมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าว

การสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีจำกัดศัตรูพืช พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และมันสำปะหลัง ร้อยละ 63 ไม่ได้ใช้พาราควอตในการกำจัดวัชพืช และนอกจากนี้ยังมีกลุ่มเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากโรคหนังเน่า (จากการสัมผัสสารเคมี) ที่หันมาใช้วิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่า เช่น รถไถ หรือสมุนไพรจากธรรมชาติขับไล่แมลง แทนการใช้สารเคมี  เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เรามีทางเลือกที่ดีกว่าและปลอดภัยมากกว่าพาราควอต ขาดแต่การเผยแพร่ข้อมูลและสนับสนุนจากหน่วยงามภาครัฐต่อเกษตรกร

เครือข่ายลำพูนกล่าวว่า เราต้องมา เพราะไม่มีตัวแทนรัฐช่วยปกป้องสุขภาพของเรา

“สารพิษเหล่านี้ไม่ได้ปนเปื้อนเฉพาะแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำประปาเท่านั้น แต่ยังมีการตรวจพบในครรภ์มารดา นีคืออนาคตที่กำลังถูกคุกคาม ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงเกษตรจะต้องฟังเสียงประชาชน และคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกําจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่เสนอให้แบนสารพาราควอต” นายวัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

“ประเทศอื่นตัดสินใจแบน เพราะเป็นสารพิษร้ายแรง ทำให้เสียชีวิตได้ และเป็นสารก่อมะเร็งที่กระทบพันธุกรรม ถ้าไปดูนกปากห่างจะพบว่าปากเบี้ยว กบไม่ค่อยขยายพันธุ์ อาจจะเป็นหมันไปแล้ว ประเทศอื่นพบข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้นก็แบน แต่ประเทศไทยถึงแม้จะพบว่าตกค้าง และตรวจพบเมื่อไหร่ก็เจอ การห้ามนำเข้า ห้ามใช้ เป็นการกำกับที่ควรทำ” นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าว

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ออกมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากเครือข่าย

การออกมาแสดงพลังของภาคประชาชนในวันนี้ อย่างน้อยก็ได้ส่งไปถึง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ออกมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากเครือข่าย โดยได้มีมติข้อตกลงกันร่วมกับเครือข่ายว่า จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ของสารเคมีอันตรายดังกล่าวโดยนักวิชาการของเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อศึกษาและทบทวนมติ “ทางกระทรวงก็ขอรับข้อเท็จจริงใหม่ โดยมาตั้งคณะกรรมการร่วมกัน ถ้าต้องเลือกระหว่างสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจ ทางกระทรวงคุยกันแล้วว่าเราจะเลือกสุขภาพประชาชน” นายกฤษฎา บุญราช  กล่าว

อย่างไรก็ตามทางเครือข่ายยังมีข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและยังต้องการขอความโปร่งใสจากรัฐบาล เราคงต้องติดตามต่อไปว่าข้อเรียกร้องและความกังวลของประชาชนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หวังแต่เพียงว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญของสุขภาพประชาชนเหนือผลประโยชน์จากสารเคมีอันตราย

 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่