หลายต่อหลายครั้งที่ภาครัฐต้องเลือก ระหว่างอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์สวยงาม หรืออุตสาหกรรมที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล แล้วสำหรับครั้งนี้ รัฐจะเลือกอะไรระหว่างทุ่งปะการังอ่าวกุ้งอันตระการตา หรือท่าเรือยอชต์

ลองชมภาพเหล่านี้แล้วตัดสินใจ

ทุ่งปะการังอ่าวกุ้ง ต.ป่าคลอก จ.ภูเก็ต ขนาด 62 ไร่ อันเป็นแหล่งผลิตอาหาร บ้านของสัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่วิถีชีวิตของชาวประมง
 
 ประดิษฐ์ พวงเกษ ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง, ดร. อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต , ดร. นลินี ทองแถม นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต), รัตนาภรณ์ แจ้งใจดี นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมภูเก็ต และ โชติ ตั้งวินิจ กลุ่มประชาคมเมืองภูเก็ต  ร่วมพูดคุยกันในวงสนทนา “การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมในบริบทเมืองท่องเที่ยวโลก” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2561 เพื่อสร้างความตระหนักในประเด็นโครงการพัฒนาที่สวนทางกับต้นทุนทางระบบนิเวศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “Rainbow Warrior Ship Tour 2018 พลังงานหมุนเวียนเพื่อทุกคน”

 

 ตัวแทนชุมชนและนักวิชาการแสดงความกังวลต่อแผนการก่อสร้างท่าเรือจอดเรือยอชต์ของเอกชนที่ห่างจากทุ่งปะการังเพียงแค่ 2 กิโลเมตร อาจจะได้รับผลกระทบจากตะกอน การขุดร่องน้ำลึกราว 8 เมตร ตัดป่าชายเลน และทำลายความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลภูเก็ต
 
 
 
“คนที่นี่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก ปัญหาประมงที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นคือเรื่องท่าเรือ และเรือขนาดใหญ่ทำลายเครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้าน ในอดีตเคยมีปะการัง ป่าชายเลน การทำนากุ้งกุลาดำ ท่าเรือทำให้ป่าสูญหายมากที่สุด อ่าวกุ้งเป็นอ่าวสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้ วิถีชีวิตของชาวประมงภูเก็ต” บังดาด- ประดิษฐ์ พวงเกษ ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง อธิบาย
 
 
 
 “สมัยก่อนภูเก็ตทุกปี ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เราจะไปดูว่ามีเต่ามะเฟืองขึ้นมาไข่หรือเปล่า ปัจจุบันไม่เหลืออีกแล้ว ผมเคยไปพีพีเมื่อสามสิบปีที่แล้ว มันสวย น้ำใสเห็นปลาแม้กระทั่งมองจากบนเรือ ที่เราเห็นๆ นี้เหมือนพีพีในอดีต ตอนนี้ไม่เป็นอย่างนี้อีกแล้ว เราต้องการให้พัฒนาควรคู่ไปกับความยั่งยืน ไม่สูญหายไปกับรุ่นเรา” โชติ ตั้งวินิจ กลุ่มประชาคมเมืองภูเก็ต กล่าว

 

“ชุมชนของเราเคยได้รับรางวัลการพัฒนาที่ยั่งยืนจากสหประชาชาติ จากการที่มีผู้หญิงและเด็กเข้ามาร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรชายทะเลและชายฝั่ง ขจัดความยากจนได้ มีอาชีพประมง ไม่ใช่ลูกจ้าง และสามารถอนุรักษ์สัตว์ในทะเลได้ เรามีสัตว์ทะเลหายาก รางวัลนี้เป็นตัวการันตีที่สำคัญว่าชุมชนเดินมาถูกทางแล้ว” รัตนาภรณ์ แจ้งใจดี นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมภูเก็ต กล่าว

 

หากใครอยากเห็นทุ่งปะการังเขากวางที่โผล่พ้นน้ำ ควรจะไปช่วงวันขึ้น 1-3 ค่ำ ในช่วงเช้ามืดซึ่งเป็นช่วงเวลาที่น้ำลง เป็นความงามที่เรามีโอกาสได้ชมเพียงไม่เกินสองชั่วโมงต่อวัน

 

“ปัญหาที่เราเห็นวันนี้ คือการพัฒนาอ่าวกุ้ง แนวปะการังมีพื้นที่รวม 560 ไร่ มีป่าชายเลน คลื่นลมสงบ เป็นทำเลดีสำหรับการจอดเรือเพราะถูกล้อมรอบด้วยป่าชายเลน แต่ไม่มองในด้านอื่นเลย ช่วงน้ำลงน้ำลึกประมาณ 0.5-3  เมตร แน่นอนว่าเรือผ่านไม่ได้ จำเป็นต้องมีการขุดลอกแน่นอน กระบวนการขุดจะทำให้ตะกอนฟุ้งกระจาย ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังโดยรอบ มีข้อมูลมากมายมายืนยันว่าไม่ควรเอามาแลกเป็นมารีน่า

การพัฒนาอย่างยั่งยืนควรดูจากฐานทรัพยากรว่าจะพัฒนาไปในแนวไหน ทำอย่างไรจึงจะอยู่รอดได้ท่ามกลางความผันผวนต่างๆ รวมถึงภัยจากวิกฤตโลกร้อน” ดร. นลินี ทองแถม นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) กล่าว

 

“ไม่ควรเอาระบบนิเวศที่สมบูรณ์มาเร่ขายลดราคา ลดภาษี ลดทุกอย่าง กรมทรัพยากรผลักดันให้ภูเก็ตเป็นศูนย์ท่าเรือโลก ในรายงาน EHIA/EIA ไม่มีการพูดถึงร่องเรือน้ำลึกที่ต้องขุดลงไปแปดเมตร ซึ่งถือว่าบกพร่องอย่างรุนแรง ปัญหาของการทำระบบ EIA ของบ้านเราคือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากนี้ยังควรมองในด้านอื่น ไม่ใช่ผลตอบแทนในตัวเงินอย่างเดียว เราควรมองในด้านผลตอบแทนของระบบนิเวศ เวลาจะใช้ทรัพยากรต้องมองให้ครบทุกด้าน มีการศึกษาว่าระบบนิเวศทางทะเลให้มูลค่าการบริการทางระบบนิเวศที่สูงที่สุดในโลก ปัญหาของกฎหมาย EIA บ้านเราไม่มีการไม่อนุมัติ มีแต่การแก้เพื่อทำรายงานใหม่จนกว่าจะอนุมัติ ไม่อยากให้เราไว้วางใจ ต้องเกาะติด และติดตาม รวมพลังกันเคลื่อนไหว..."

 "ไม่อยากให้ภูเก็ตกลายมาเป็นบทเรียนว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบเฮงซวยเป็นอย่างไร” ดร. อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

 

ภาพทุ่งปะการังอ่าวกุ้ง โดย: ดร. นลินี ทองแถม นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต)

 

 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่