การที่จีนตัดเงินงบประมาณอุดหนุนภาคพลังงานแสงอาทิตย์อาจทำให้มีแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกจำนวนมากเหลือพอสำหรับประเทศอื่นๆทั่วโลก ภาพโดย: Kevin Frayer/Getty Images

แม้ว่าอาจฟังดูไม่น่าเชื่อนัก แต่การตัดสินใจของรัฐบาลจีนที่จะตัดเงินงบประมาณก้อนใหญ่สำหรับสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ออกนี้ อาจลงเอยด้วยความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับโลกแทนก็เป็นได้

การตัดสินใจที่เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนครั้งนี้สะเทือนไปทั่วทั้งวงการอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ โดยคาดว่าความจุแผงโซลาร์ถึง 20 กิกะวัตต์ที่กำลังอยู่ในแผนการติดตั้งในจีนนั้นอาจต้องถูกรื้อทิ้ง (ซึ่งนับเป็นความจุที่มากกว่าความจุแผงโซลาร์ทั้งหมดในประเทศอังกฤษกว่าร้อยละ 50) 

หากมองเผินๆแล้ว เรื่องนี้อาจเป็นข่าวไม่ดีนักสำหรับภาคส่วนดังกล่าว เพราะจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในจีนนั้นเติบโตในอัตราที่ช้าลงในช่วงสองปีข้างหน้า และในขณะเดียวกัน ทางบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กในประเทศก็ดูจะได้รับความเสียหายพอตัว (แม้เราจะทราบว่าทางจีนมีนโยบายรองรับเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากการตัดงบประมาณลงกลางคันก็ตาม)

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้มีแผงโซลาร์เซลล์ราคาถูกเหลือใช้เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสความนิยมพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศใกล้เคียงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย รวมถึงยังอาจทำให้ราคาแผงโซลาร์เซลล์ลดต่ำลงอย่างมาก

ส่วนในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์นั้นก็เตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าการผลิตต่อไป โดยคาดว่าจะได้ผลกำไรจากความต้องการซื้อที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะลดอัตราการผลิตลงเท่าใดนัก

นอกจากนี้ การที่กลุ่มหน่วยงานที่รวมตัวกันและกลุ่มผู้ถือสิทธิ์อาจเปลี่ยนทิศทางไปตามนโยบายที่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลยังอาจทำให้เกิดการเติบโตของผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งอาจนำมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายและมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพของสายการผลิตมาใช้ได้ในระดับหนึ่ง

เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

ประเด็นก็คือเงินอุดหนุนของจีนนั้นช่วยสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ได้มาโดยตลอด

อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งภายในและภายนอกประเทศต่างก็มีการแข่งขันกันด้านราคากับภาคพลังงานอื่นๆอย่างถ่านหินสูงขึ้นเรื่อยๆ และเรียกได้ว่ากำลังประสบความสำเร็จอย่างมากทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในจีนบางโครงการอาจเตรียมพร้อมรับมือกับการตัดเงินอุดหนุนดังกล่าวเสียด้วยซ้ำ โดยมีแผนการกระจายพลังงานในภาคตะวันออกของประเทศที่สามารถรักษาผลตอบแทนได้ถึงร้อยละ 10 โดยไม่ต้องอาศัยเงินอุดหนุน แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังไม่สามารถขึ้นไปต่อสู้กับอุตสาหกรรมถ่านหินได้ด้วยตนเองก็ตาม

โดย ทิม บัคเลย์ กรรมการการวิจัยด้านการเงินพลังงานของสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis: IEEFA) ได้กล่าวกับทาง Unearthed ว่า

“ผมมองว่าจีนออกนโยบายนี้มาเพื่อล้มแผนขยายการลงทุนบางแผนที่ตั้งเป้าไว้สูงเกินไปมาก จากที่เห็นว่ามีบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์บางแห่งออกตัวว่าจะดำเนินการขยายความจุแผงโซลาร์มากถึงร้อยละ 100-400 ภายในสองสามปีข้างหน้า

“การเติบโตที่ไม่มีข้อจำกัดและรวดเร็วขนาดนี้อย่างไรก็ต้องล้มลงในที่สุด และดูเหมือนว่าการตัดสินใจที่แน่วแน่ของทางรัฐบาลกลางจีนครั้งนี้ยังมีขึ้นเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าไปควบคุมการลงทุนที่มหาศาลนี้ได้ ทั้งนี้เพื่อจำกัดการเกิดวงจรที่แกว่งตัวขึ้นลงอย่างรุนแรง (Boom-Bust Cycle) ของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์อย่างที่เคยเป็นมา”

ดังคำกล่าวที่ว่าความสำเร็จเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จ ภาคส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ในจีนก็เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงเสียดฟ้า จนร่วงตกลงมาเองในที่สุด

ดอล์ฟ กีเลน กรรมการด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) กล่าวว่า “แม้จะขัดกับฉากหลังของตลาดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่รัฐบาลจีนก็ตัดสินใจเดินหน้าเพื่อทำให้การกระจายการใช้แผงโซลาร์ภายในประเทศเสถียรขึ้น และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในตลาดที่ยั่งยืน

“ขณะที่นโยบายใหม่นี้จะทำให้การพัฒนาด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในจีนหยุดชะงักลงไม่มากก็น้อย แต่ความจุแผงโซลาร์เซลล์ 50 กิกะวัตต์ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อปีก่อนก็ยังเพิ่มขึ้นมาถึงเกือบร้อยละ 50 ของการติดตั้งในปี 2559 และในตอนนี้ปริมาณความจุรวมทั้งหมดในประเทศก็ทะลุเป้าแผนพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ 5 ปีของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว” 

โดยทางจีนได้ไตร่ตรองแล้วว่าราคาแผงโซลาร์อาจพุ่งสูงขึ้นเทียบเท่าถ่านหินในปี 2567 ซึ่งจะทำให้เกิดการถดถอยอย่างรุนแรงหากอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ได้ดำเนินการขยายตัวแบบอาศัยเงินอุดหนุนตามที่ตั้งใจไว้

บัคเลย์ยังกล่าวอีกว่า “ผมคิดว่าการติดตั้งแบบไร้ข้อจำกัดอย่างเมื่อปี 2560 ที่ได้ติดตั้งแผงโซลาร์ไปถึง 53 กิกะวัตต์ซึ่งสูงกว่าที่ตั้งใจไว้มาก เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้จีนเริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อระงับเงินอุดหนุนภาคพลังงานแสงอาทิตย์

“ดังนั้น ก่อนที่ราคาค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เท่ากับราคาไฟฟ้าที่ซื้อจากสายส่งมาใช้ (Grid Parity) ทางรัฐบาลจีนจึงได้ตัดสินใจจำกัดการลงทุนที่มากเกินไปดังกล่าว หรือในบริบทนี้อาจเรียกได้ว่าจีนกำลังพยายามให้กลับมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงก็ว่าได้”

พลังงานที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ 

ผลประโยชน์ได้หลักๆที่จะได้รับคือการที่จีนจะสามารถเข้าไปควบคุมไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สูญเปล่าได้ ดังที่เราได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่าการระงับเงินอุดหนุนพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวนับเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศจีน เนื่องจากโครงข่ายมักจะไม่มีพื้นที่ว่างมากพอจะรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลได้ 

การสร้างโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่กำลังเติบโตในประเทศนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสายส่งระหว่างจังหวัดภายในประเทศ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งผลพลอยได้อาจเป็นการช่วยลดจำนวนการเกาะกลุ่มของผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลงได้อย่างมาก โดยการที่ความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงจะทำให้เราได้เห็นบริษัทที่มีเครือข่ายสายส่งไฟฟ้าในวงที่กว้างขึ้นและเล็งเห็นถึงการส่งออกไฟฟ้าไปนอกประเทศเข้ามาซื้อบริษัทเล็กๆที่เคยต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศมากจนเกินไป 

และกำลังการผลิตแผงโซลาร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในกว่า 18 เดือนที่ผ่านมานี้จะไม่สูญเปล่า 

ตัวอย่างเช่น การผลิตโพลีซิลิคอน (ส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์) ในจีนนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัวในปีนี้ โดยมีกำลังการผลิตที่มากพอจะตอบสนองความต้องการในระดับโลกได้

จึงจะเห็นได้ว่าบริษัทต่างๆจะยังคงเดินหน้าผลิตแผงโซลาร์เซลล์ต่อไปดังที่ตั้งใจไว้ และสิ่งใดที่ไม่สามารถใช้ในประเทศจีนได้ก็จะถูกส่งออกไปยังตลาดโลก โดยมีอินเดียและเป้าหมายด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศที่ตั้งไว้สูงมากเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลักจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 

โอกาสในการส่งออก

นักวิเคราะห์จาก IHS Markit ชี้ว่า แม้ภาพรวมการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกในปี 2561 จะลดลงจาก 113 กิกะวัตต์เป็น 105 กิกะวัตต์ แต่ก็ยังคงสูงกว่าในปี 2560 ถึงร้อยละ 11 

“จากการที่ตลาดในประเทศจีนมีขนาดเล็กลง ก็ดูเหมือนว่ากำลังการผลิตที่เกินความต้องการในประเทศจะถูกส่งออกไปยังตลาดภายนอกแทน แม้ว่าบริษัทต่างๆที่มองหาหนทางปล่อยสินค้าที่ค้างอยู่จำนวนมากออกจากคลังเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นผู้นำตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศก็ตาม” กีเลนกล่าว 

นอกจากนี้ บัคเลย์เองก็กล่าวในทำนองเดียวกันถึงโอกาสที่จะเป็นไปในทางบวกจากการตัดงบประมาณครั้งนี้ว่า “การหยุดชะงักของความต้องการโซลาร์เซลล์ในประเทศจีนนี้จะทำให้ภาคการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับโลกซึ่งกำลังอยู่ในขาขึ้นมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ตั้งแต่โพลีซิลิคอนไปจนถึงเวเฟอร์ และโซลาร์เซลล์ไปจนถึงโมดูลและอินเวอร์เตอร์” 

สภาพการณ์ครั้งใหม่นี้อาจกระตุ้นให้ราคาโซลาร์ร่วงลงมาอย่างรุนแรงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยทาง Bloomberg New Energy Finance ได้คาดการณ์ไว้ว่าราคาจะลดลงถึงร้อยละ 35 ภายในสิ้นปีนี้ 

ด้วยเหตุนี้ ระลอกคลื่นความนิยมการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกก็จะกระเพื่อมขึ้นตามไปด้วย และจะนำโดยประเทศอินเดีย ซึ่งทางรัฐบาลยังกล่าวเองเสียด้วยซ้ำว่าจะเลื่อนการประมูลพื้นที่ก่อสร้างสำหรับการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกในประเทศออกไปโดย “ขึ้นอยู่กับสัญญาณจากระดับโลก” 

บัคเลย์ยังกล่าวอีกว่า นับจากนี้เป็นต้นไป อินเดียอาจได้เห็นอัตราการติดตั้งแผงโซลาร์ในประเทศเพิ่มสูงขึ้นกว่าสองเท่าตัวจาก 10 กิกะวัตต์ในปีก่อนและจาก 7-11 กิกะวัตต์ที่คาดว่าจะติดตั้งในปีนี้ 

“ราคาโมดูลโซลาร์ที่ต่ำลงจะช่วยผลักดันให้เกิดการติดตั้งเพิ่มขึ้นในทันที ดังนั้น การที่อินเดียอนุญาตให้ใช้เวลาเปลี่ยนแปลง 12-18 เดือนในโครงการใหม่ๆ อาจทำให้การติดตั้งแผงโซลาร์ในประเทศเพิ่มขึ้นสองเท่าถึงกว่า 20 กิกะวัตต์ต่อปี ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2563 

“เมื่อเร็วๆนี้ ทางรัฐบาลยังได้พูดคุยเกี่ยวกับการยื่นเสนอราคาการติดตั้งแผงโซลาร์ในความจุกว่า 30 กิกะวัตต์ต่อปีสำหรับในอีก 2 ปีข้างหน้าอีกด้วย จึงจะเห็นได้ว่าการชะลอตัวชั่วคราวในจีนนี้จะยิ่งผลักดันให้เกิดการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศอื่นๆได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผมจึงคาดว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ที่เสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 อาจมีมากถึงกว่า 100 กิกะวัตต์ ซึ่งจะกลายเป็นสถิติใหม่ของโลกเลยทีเดียว” 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในตลาดผู้ซื้อยังอาจกระตุ้นความต้องการใช้จ่ายที่ชะลอไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ (pent up demand) ในประเทศอย่างออสเตรเลีย และจะมีคลื่นลูกใหม่ของการติดตั้งแผงโซลาร์ในยุโรปอีกด้วยหากมีการเพิกถอนมาตรการราคาขั้นต่ำในเดือนสิงหาคมนี้ (แม้ว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกก็ตาม)

โดยราคาในระดับสากลที่ลดต่ำลงยังอาจช่วยต้านกับการเก็บภาษีแผงโซลาร์ที่เพิ่งออกประกาศใช้โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาได้

กีเลนกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าขณะนี้จะมีการคุมเชิงกันอยู่ระหว่างผู้ซื้อข้ามประเทศและผู้ผลิตในจีน เพราะในขณะที่ผู้ซื้อเองก็รอให้ราคาถูกลง ผู้ขายก็ไม่ยอมลดราคาลงเสียที แต่อย่างไรเสียความต้องการขายที่ล้นตลาดก็จะบีบให้ราคาตกลงเองในเร็วๆนี้ และจะทำให้การแข่งขันในตลาดเข้มข้นขึ้นอีก 

“หากมองจากมุมมองด้านการพัฒนาแล้ว หลักฐานดังกล่าวชี้ว่าจะมีการขยายตัวของตลาดในประเทศหนึ่งๆสำหรับการซื้อขายแผงโซลาร์ ซึ่งหมายความว่าการเติบโตภายนอกประเทศจีนอาจหักล้างการหยุดชะงักการพัฒนาในจีนได้” 

จวบจนถึงในทศวรรษนี้ การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ได้เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 9 เท่า พร้อมด้วยราคาโซลาร์โมดูลที่ลดลงถึงร้อยละ 80

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาโมดูลจะยังคงลดลงเรื่อยๆอีกอย่างไม่ต้องสงสัยในปี 2561 นี้ เนื่องจากมีจำนวนการผลิตที่ล้นตลาด ทว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นภายนอกประเทศจีนดังกล่าวก็อาจยังไม่สามารถชดเชยกับความต้องการที่ถูกกดไว้ภายในประเทศได้ทั้งหมดอยู่ดี 

อย่างไรก็ดี เรียกได้ว่าความต้องการขายที่ล้นตลาดจากจีนครั้งนี้อาจทำให้เทคโนโลยีแผงโซลาร์ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจพลิกโฉมห่วงโซ่อุปทานของพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับโลกให้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงก็เป็นได้

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่