“เราไม่สามารถแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดแบบเดิมๆที่เราใช้การสร้างปัญหานั้นขึ้นมา
— อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
 

ฉันเริ่มทำงานกับกรีนพีซมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ฉันไม่ได้รู้สึกว่าปี 2551 เป็นเวลาที่ผ่านมานานสักเท่าไร ทว่าโลกของเราในตอนนั้นมันต่างกันมากจริงๆ ในตอนนั้นเรายังโพสต์ทวิตเตอร์พร้อมกันหลายๆทวีตไม่ได้ วิกิพีเดียและการกระจายความรู้อย่างทั่วถึงก็ยังเป็นแค่ภาพฝันที่วาดขึ้นมาลอยๆ และอาการเสพติดโซเชียลมีเดียก็ยังไม่ได้เป็นหนึ่งในอาการทางจิตเวชอย่างตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

เทคโนโลยีได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเราไปมากอย่างที่เราไม่เคยประสบมาก่อน ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิกฤติผู้อพยพลี้ภัย อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป…. ต่างเป็นเพียงตัวอย่างผลกระทบเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากระบบพังๆ นี้เท่านั้น และปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในบางกรณียังถูกกระตุ้นด้วยนวัตกรรมดิจิทัลที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เรื่องของเทคโนโลยีกับความต้องการของสังคมเราในปัจจุบันนั้นมีระยะห่างระหว่างกันอย่างชัดเจน

โซเดียมไซยาไนด์รั่วไหลที่บ่อเหมืองทองแบบพื้นราบที่ปาปัวนิวกินี © เกลน แบร์รี / กรีนพีซ

พวกเราต่างกำลังประสบกับปัญหารอยขาดที่ถูกกรีดเป็นแผลลึกเรื้อรัง ซึ่งก็คือสายใยของระบบนิเวศ สังคม และวัฒนธรรมทางจิตใจที่ขาดออกจากกัน รวมถึงความไม่เชื่อมโยงกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลก ระหว่างความเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนบุคคลกับการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อสังคม และระหว่างค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของเรา

อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจเชิงสังคมของเราที่เป็นอยู่นี้ก็ได้ปลุกความต้องการอันแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เพื่อร่วมกันสร้างโลกใบใหม่ที่ดีกว่า ทั้งขบวนการอาหรับสปริง ลอส อินดิกนาดอส และการยึดวอลล์สตรีท ซึ่งได้แพร่กระจายระบบคุณค่าใหม่และจุดประกายการริเริ่มทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญที่ให้ค่ากับผลกำไรมากกว่าผู้คน รวมถึงกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเติบโตที่ไม่มีที่สิ้นสุด โดยความเคลื่อนไหวเหล่านี้ต่างใช้เทคโนโลยีเพื่อแสดงภาพระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกชนชั้นและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะใช้ได้จริงได้แม้ในขีดจำกัดทางสิ่งแวดล้อมบนโลกของเรา 

เศรษฐกิจแบบแบ่งปันและแบบหมุนเวียนนับเป็นตัวอย่างของความพยายามที่จะไปในทิศทางดังกล่าว รูปแบบเศรษฐกิจเหล่านี้เริ่มมาจากการตอบสนองต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่ผู้คนต่างถูกบีบให้ใช้ความจุ เวลา และสินค้าที่มากเกินความจำเป็น รวมถึงการที่บริษัทต่างๆ เริ่มประสบกับปัญหาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนทรัพยากร ทว่าโชคร้ายที่ภาคเอกชนและสิ่งที่ผลักดันพวกเขา (ที่เราเรียกกันว่า “การเติบโต”) ได้เข้ามาคุกคามเศรษฐกิจรูปแบบนี้เช่นเดียวกับแนวคิดอื่นๆ โดยแนวคิดเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับที่อาจทำให้เราต้องเพิ่มจำนวนผลผลิตรวมทั้งหมด จนผลประโยชน์ที่จะได้มานั้นต้องสูญเปล่า

นอกจากนี้ วิกฤติทางสิ่งแวดล้อมก็ไม่อาจทำให้เป็นที่ตระหนักได้หากถูกตัดขาดจากประเด็นอื่นๆ เนื่องจากแนวคิดต่างๆ อย่างเช่นเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนนั้นจะใช้การได้ก็ต่อเมื่อมีการนำไปรวมกับกลยุทธ์อื่นๆ ที่กว้างกว่าในการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ 

ลองจินตนาการดูว่า…. จะเป็นอย่างไรหากเราปรับระบบเศรษฐกิจใหม่ให้เป็นไปดังนี้

  • ให้ผู้คนสำคัญกว่าผลกำไร

ให้ความสำคัญกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมมาก่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ทั้งแคบและไม่ยั่งยืน รวมถึงดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และความยุติธรรมในสังคม แทนที่จะละเลยสิ่งเหล่านี้โดยใช้ข้ออ้างในชื่อของ “การเติบโต” พร้อมสนับสนุนความยุติธรรม ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใสในกระบวนการทางการเมืองและเศรษฐกิจ

  • ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปฏิบัติต่อผู้ปกครองและพ่อแม่ที่คอยดูแลลูกหลานโดยไม่มีรายได้ในฐานะผู้ช่วยเหลือสังคมตามสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ รวมถึงรักษาพื้นที่ชุมชนไว้ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้ชุมชนต่างๆ สามารถจัดระบบการจัดการทรัพยากรที่พวกเขาให้ความสำคัญได้ โดยขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของตนเองแทนที่จะถูกกำหนดด้วยตลาดหรือภาครัฐ

นอกจากนี้ยังต้องสร้างสถาบันและโครงสร้างต่างๆ ขึ้นใหม่เพื่อให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นลดลงและให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งเรื่องการกระจายความรู้ ข้อมูลและแหล่งข้อมูลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การกระจายอำนาจและกระจายพลังงาน รวมถึงระบบโภชนาการ โดยตระหนักถึงความหลากหลายของมนุษย์ไปพร้อมๆ กับมอบโอกาสให้กับทุกคนอย่างเป็นธรรมโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สัญชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา รสนิยมทางเพศ เพศสภาพ ชนชั้นทางสังคม อายุ ไปจนถึงความสมบูรณ์ทางใจและกาย

  • แบ่งปันทรัพยากร

เผยแพร่วิธีการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ เพื่อกระจายความร่ำรวยใหม่อย่างเท่าเทียม โดยต้นแบบทางธุรกิจใหม่ๆ (อาทิ การเป็นเจ้าของร่วมกัน แพลตฟอร์มที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของด้วยตนเอง และเครือข่ายการทำธุรกรรมทางการเงินและการทดแทนแบบบุคคลต่อบุคคล) อาจใช้งานได้จริงโดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย (อาทิ ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์หรือบล็อกเชน อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และเครื่องพิมพ์ 3 มิติ) ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแปลงมุมมองเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของให้ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหากใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม

นักเรียนจากโรงเรียนของรัฐในจัลกา ประเทศอินเดีย ผู้ซึ่งเรียกร้องให้มีการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นในหมู่บ้านของพวกเขา  ©ปีเตอร์ คาตัน / กรีนพีซ

  • ให้ประสบการณ์สำคัญกว่าทุกสิ่ง

เสนอมุมมองทางเลือกในการดำเนินชีวิตโดยอาศัยการมีส่วนร่วมและการเชื่อมโยงกันทางสังคม ความเป็นสากลนิยม รวมถึงประสบการณ์ร่วมกันเพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันจากระบบบริโภคนิยม พร้อมวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจโดยไม่ใช้แค่ปริมาณของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ (GDP) แต่ใช้การสนับสนุนเพื่อสงวนไว้ซึ่งทรัพยากรและสวัสดิภาพของสาธารณชน

  • ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ปฏิรูปการใช้ชีวิตของเราใหม่และจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดด้วยความใส่ใจ ด้วยการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด การผลิตอาหารที่เหมาะสมกับระบบนิเวศ และการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น ซึ่งเราจะสามารถป้องกันการสร้างมลพิษและกำจัดขยะต่างๆ ได้โดยเริ่มที่การลดใช้และการใช้ซ้ำ

  • จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ที่จะส่งผลให้เกิดสิ่งต่างๆ ดังนี้ 

- การบำรุงรักษาพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเล เขตคุ้มครองทางทะเล ป่าสงวน และพื้นที่รกร้างต่างๆ เพื่อทะนุถนอมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

- การลดขนาดและลดอิทธิพลของอุตสาหกรรมการเงินในระบบเศรษฐกิจลงอย่างมหาศาล รวมถึงยุติการกระทำและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นอันตราย

- การตั้งกฎเกณฑ์เพื่อลงโทษเมื่อมีการละเมิดสิทธิทางระบบนิเวศและสิทธิมนุษยชน และเพื่อควบคุมการใช้ทรัพยากรส่วนรวมของภาคเอกชน

- การสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมซึ่งจะโน้มเอียงไปทางสวัสดิภาพของสาธารณชนและการพัฒนามาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมและสังคมทั่วโลก และยุติระบอบการค้าเสรีแบบเสรีนิยมใหม่ที่ไปสนับสนุนการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและการตัดสินกฎหมายที่เอื้อต่อบริษัทของภาคเอกชน

  • ให้ผู้คนมีเวลาว่างมากขึ้น

ยุติความหมกมุ่นกับเวลางานและสนับสนุนการแบ่งงานที่เป็นธรรมยิ่งขึ้นด้วยการลดชั่วโมงทำงานของแต่ละบุคคลลง รวมถึงปลดปล่อยผู้คน ทรัพยากร และพลังงานจากแรงกดดันด้านการเพิ่มผลิตผลทางการตลาดและการบริโภค เพื่อให้เราได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญกับเรามากขึ้น

  • กระจายความมั่งคั่ง

ทำให้ผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ใช้ทรัพยากรและพลังงานมากที่สุด สร้างขยะและมลพิษมากที่สุด มีส่วนร่วมกับธุรกรรมทางการเงิน การลงทุนที่เป็นภัย และกิจกรรมอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณประโยชน์มากที่สุด ต้องจ่ายภาษีมากที่สุด รวมถึงผลักภาระทางภาษีออกจากค่าแรงและค่าจ้าง และยุติการให้เงินอุดหนุนกับบริษัทต่างๆ ที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังที่กำลังเติบใหญ่ ณ งานเกษตรเชิงนิเวศที่ประเทศไทย © กรีนพีซ 

ทั้งหมดนี้อาจกลายมาเป็นระบบใหม่ที่ดีต่อประชากรหมู่มากและสิ่งแวดล้อมแทนที่จะสนับสนุนแค่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจช่วยพาเราออกจากสังคมกินทิ้งกินขว้าง (Throwaway Culture) และระบบบริโภคนิยม ทั้งนี้ ระบบใหม่นี้จะเปิดกว้างอย่างเสรี (ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้) ยุติธรรม (สำหรับทุกสังคมวัฒนธรรม) และยั่งยืน (อยู่บนความเป็นจริงทางระบบนิเวศ)

แม้บางคนอาจสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้ฟังดูอุดมคติเกินไปหรือไม่... ทว่าหากเราต้องการจะสร้างระบบเศรษฐกิจขึ้นใหม่และระบบในอนาคตนี้ เราต้องรวบรวมความกล้าและอย่ากลัวที่จะคิดต่าง เพื่อทำให้ความท้าทายใหม่ๆ ในครั้งนี้เป็นจริงขึ้นมาได้

แนวคิดใหม่นี้จะนำมาซึ่งจิตสำนึกส่วนรวมและความหวังใหม่ให้กับโลกของเรา ซึ่งจะเป็นโลกที่เราได้เชื่อมโยงเข้ากับผืนโลกและผู้คนอื่นๆ อีกครั้งในฐานะมนุษย์

แล้วคุณล่ะ มองเห็นอนาคตแบบใด มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อบอกเล่ามุมมองความหวังแห่งอนาคตของคุณกับเรา

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่