ปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

หลายส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญความท้าทายจากลมมรสุมที่ก่อให้เกิดอุทกภัย ภัยแล้งรุนแรง และพายุไต้ฝุ่นครั้งแล้วครั้งเล่า

สำหรับภูมิภาคซึ่งเป็นที่ตั้งของมหานครที่มีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างกรุงเทพฯ จาการ์ตา และมะนิลา นั้นเป็นเพียงหนึ่งในความเสี่ยงที่นับวันจะเลวร้ายมากขึ้นจากการคุกคามของภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว

บรรยากาศงานประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ © UNFCCC

หากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่อยู่ในแนวหน้าของการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และหากเราต้องการแสดงความเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มแข็งที่โลกต้องการ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็อยู่แนวหน้าของทางออกจากวิกฤตนี้ด้วย

สัปดาห์นี้ กรุงเทพฯได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำหรับการเตรียมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 24 (COP24)ที่โปแลนด์ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคนี้จะตอบรับต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วน และส่งข้อความไปให้ถึงการประชุมสุดยอดโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้

นี่คือช่วงเวลาแห่งความจริงที่เราต้องต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การดำเนินการในขณะนี้และในอีกหลายปีข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะบรรลุเป้าหมายที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกตามที่ระบุไว้ในความตกลงปารีสหรือไม่

คณะเจรจาที่กรุงเทพฯ จำต้องทำงานคืบหน้าเพื่อให้มีร่างเนื้อหาข้อบังคับ (rulebook) ของความตกลงปารีส ซึ่งจะช่วยให้ผู้เจรจาสามารถรับรองคู่มือแนวทางที่สำคัญในการประชุม COP24 และทำให้เกิดการลงมือปฏิบัติการกอบกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศข้อบังคับที่ว่านี้จะต้องกล้าแกร่งและชัดเจนเพื่อเป็นรากฐานอันมั่นคงให้ประเทศต่างๆเดินหน้าต่อไป

เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีสที่ประเทศภาคีเสนอมายังห่างไกลจากสิ่งที่ควรจะเป็น และยังทำให้โลกตกอยู่ในเส้นทางของการที่ระดับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียสหรือมากกว่าภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นหายนะภัยสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ในขณะนี้แล้ว

นักกิจกรรมถือป้ายเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายขอแต่ละประเทศร่วมต่อกรกับสภาวะโลกร้อน © EPA-EFE

ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จะเผยแพร่รายงานสรุปสิ่งที่ต้องทำเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้ไม่สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากเราไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ผลกระทบที่ตามมาจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ โฮจิมินห์ มะนิลา จาการ์ตาและย่างกุ้ง เมืองเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ภาวะน้ำท่วม และผลกระทบอื่น ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

พื้นที่กรุงเทพฯทรุดตัวลง 1-2 เซนติเมตรต่อปี และรายงานล่าสุดของธนาคารโลกระบุว่า พื้นที่กรุงเทพฯบางส่วนอาจจมน้ำภายในปี 2573 เนื่องจากพายุฝนและแบบแผนการตกของฝนที่เปลี่ยนแปลงไป และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

ความเร่งด่วนของการลด ละ เลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ใช่เรื่องเกินจริง การมุ่งสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนไม่ใช่ตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ นี่คือสิ่งจำเป็นที่ผู้นำของภูมิภาคเราต้องเผชิญ เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตั้งไว้ที่ร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 แต่เราต้องตั้งเป้าหมายที่มุ่งมั่นมากกว่านี้ การมุ่งสู่ระบบพลังงานหมุนเวียน 100% จะช่วยให้เราสามารถบรรลุระบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 ได้

รายงานวิเคราะห์โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียระบุว่าถ่านหินจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงของทางเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยที่มีอัตราการขยายความต้องการใช้ถ่านหินสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ อินโดนีเซียยังคงเป็นประเทศที่ส่งออกถ่านหินเป็นอันดับสองของโลก และบริษัทไทยยังคงลงทุนในธุรกิจเหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย มองโกเลีย จีน สหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซีย นี่ไม่ใช่การกระทำที่จะช่วยให้เราได้รับความปลอดภัยและความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นสมรภูมิสำคัญในการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยของความสำเร็จขึ้นอยู่กับมหานครทั้งหลายในภูมิภาคที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในช่วง 20 ปีข้างหน้า

วิสัยทัศน์ของเราที่ต้องการเห็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขับเคลื่อนด้วยระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดนั้นยึดโยงอย่างหนักแน่นกับหลักการความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถทำได้ หากเราเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในปัจจุบันไปสู่ระบบพลังงานที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่มีความเป็นธรรมทางสังคม และปกป้องสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกหลานในอนาคต

วิสัยทัศน์ของโลกใหม่นี้หมายความว่าเราต้องถอดรื้อโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และการอุดหนุนทางการเงินเพื่อลงทุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลในภูมิภาคนี้ เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมกลายเป็นทางออกในปัจจุบัน ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังปฏิเสธถ่านหิน และเปิดรับพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน ชุมชนในพื้นที่หลายแห่งยกระดับคัดค้านการพัฒนาโครงการพลังงานสกปรก

นี่คือจุดเปลี่ยนของคนในรุ่นเรา จุดเปลี่ยนที่ผู้นำทางการเมืองของเราจะลงมือทำ เพื่อปกป้องผู้คนจากผลกระทบที่เป็นอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อยุติยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล ความอยู่รอดของเราทุกคนและอนาคตของประเทศทั้งหลายเป็นเดิมพัน

ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มแผนการใหม่ ซึ่งเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ นี้ และช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายที่มุ่งมั่นอย่างยิ่งไปสู่การประชุม COP24 นี่คือห้วงเวลาที่เราสามารถกำหนดอนาคตที่เราจะมอบให้คนรุ่นต่อไป 

เยบ ซาโน ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เยบ ซาโน 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่