การชนะคดีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเนเธอร์แลนด์และการเรียกร้องให้มีการดำเนินการจัดการตามรายงานทางวิทยาศาสตร์ของสหประชาชาติทำให้รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์ที่มีความล่าช้าได้ถูกเตือนว่า ถึงเวลาต้องลงมือทำหรือจะพบกันที่ศาล

ประชาชนรวมตัวกันเดินขบวนปกป้องสภาพภูมิอากาศในเมืองอัมสเตอร์ดัมก่อนที่การประชุม COP21 จะเกิดขึ้น © Chantal Bekker / Greenpeace

หากคุณคิดว่าหนทางของการแก้ไขปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ช้ายากต่อการต่อสู้ บทความนี้จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดนั้น

ในปี พ.ศ. 2558 เออเจนดา (Urgenda) องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของเนเธอร์แลนด์ ได้ฟ้องร้องต่อรัฐของเนเธอร์แลนด์และได้ชัยชนะครั้งแรกของโลกที่ทำให้รัฐบาลของเนเธอแลนด์ต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ศาลแขวงประจำกรุงเฮกกล่าวว่ารัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต้องลดการปล่อยก๊าซจากจำนวนที่ปล่อยมาตั้งแต่ปีพ. ศ. 2533 ให้ลดลงให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2563 และรัฐบาลก็ทำตามคำร้องขอดังกล่าว

และในเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ของกรุงเฮกได้ตัดสินคดี โดยให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต้องมุ่งมั่นที่จะกอบกู้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและลดการปล่อยก๊าซเพื่อปกป้องสิทธิพลเมืองของตน

นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ

นั่นหมายหมายความว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินในเนเธอร์แลนด์ที่เหลือทั้งหมดจะต้องปิดทำการก่อนปี 2563 เพื่อให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในระดับสากลการพิจารณาคดีนี้ได้ช่วยกำหนดสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต นั่นคือ ประเทศต่าง ๆ จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่จะเป็นการฟ้องร้องรัฐบาลในประเด็นการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายชุมชน และนี่คือสิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น

นักกิจกรรมกรีนพีซปืดทางเข้าโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมือง  Eemshaven ประเทศเนเธอร์แลนด์ เรือถ่านหิน 'Paquis' มีแผนที่จะขนส่งถ่านหินจากรัสเซียมาที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์

 

รัฐบาลได้รับรู้ว่าพวกเขาจะต้องลงมืออย่างจริงจังในการปกป้องสภาพภูมิอากาศหรือความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องคดี

ชัยชนะของกลุ่ม Urgenda ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลของประเทศต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย และการที่พวกเขาชนะคดีอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่งหมายความว่าประเทศใดที่ไม่ได้ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ที่ดีไปกว่านั้น คำตัดสินของศาลอุทธรณ์มีขึ้นในวันถัดไปหลังจากที่มีการเผยแพร่รายงานสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติฉบับใหม่โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกระหว่าง 1.5 องศาเซลเซียส และ 2 องศาเซลเซียสนั้นเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของประเทศที่เสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด แม้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสก็อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อประชากรที่มีความเสี่ยงและเปราะบางได้ เพราะรายงานฉบับนี้ รัฐบาลจึงได้ถูกกดดันว่าพวกเขาต้องลงมือทำได้แล้วในการที่จะเพิ่มการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปกป้องสิทธิมนุษยชนและวิกฤตที่เลวร้ายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อคำตัดสินของศาลเนเธอร์แลนด์และรายงานที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เกิดขึ้นพร้อมกันนั่นเท่ากับสองสิ่งนี้ได้กลายเป็นคำเตือนสำหรับรัฐบาลทุกรัฐบาลว่าหากเมืองใดที่ไม่สามารถดำเนินการร่วมกันและปรับปรุงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงานได้ การละเว้นดังกล่าวจะนำมาสู่การดำเนินคดีในที่สุด

นักกิจกรรมกรีนพีซฉายข้อความลำแสงเลเซอร์ไปบนภูเขา Namsan ในกรุงโซล ในช่วงที่มีการเปิดการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ครั้งที่ 48 © David Jaemin Byun / Greenpeace

ศาลให้ความหวังในการปกป้องอนาคตของเรา

การชนะคดีขององค์กรสิ่งแวดล้อม Urgenda แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการที่ศาลสามารถทำให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แม้ว่ารัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะโต้แย้งว่านโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรเป็นการตัดสินใจของนักการเมือง ไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่ศาลอุทธรณ์ก็ได้ระบุถึงความสำคัญของชั้นศาลในการทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชน รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์ได้รับทราบคำตัดสินของศาลในปีพ.ศ. 2559 ว่าด้วยเรื่องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศให้ได้ถึงร้อยละ 25 แต่พวกเขาทำได้เพียงแค่ร้อยละ 13

บทบาทของศาลในการสร้างความมั่นใจว่าความยุติธรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเคารพในสิทธิมนุษยชนได้ถูกกล่าวถึงโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของสหประชาชาติในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ว่า

"กลไกด้านสิทธิมนุษยชนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิของทุกคนโดยการทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐจะต้องหลีกเลี่ยงมาตรการใด ๆ ที่จะทำให้เกิดการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพวกเขาจะต้องทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดในการนำมาตรการที่สามารถลดวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาใช้"

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีหลายคดีทั่วโลกที่ประชาชนยืนหยัดต่อสู้กับบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐบาลหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ และเรียกร้องสิทธิของพวกเขาต่อการมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย เช่น กลุ่ม KlimaSeniorinnen กลุ่มผู้หญิงรุ่นอาวุโสที่ฟ้องร้องรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรเยาวชน เช่น Our Children's Trust ในสหรัฐอเมริกาซึ่งได้ยื่นฟ้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และตอนนี้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนในฟิลิปปินส์กำลังสืบสวนบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลและบริษัทปูนซีเมนต์จำนวน 47 บริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ชัยชนะขององค์กรสิ่งแวดล้อมอย่าง Urgenda และคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้หมายความว่าการฟ้องร้องต่อศาลยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับชุมชนทั่วโลก

สมาชิกของผู้หญิงอาวุโสเพื่อคุ้มครองสภาพภูมิอากาศ (Klimaseniorinnen)  © Greenpeace / Ex-Press / André Albrecht 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป?

เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2559 ชัยชนะที่เกิดขึ้นที่เนเธอร์แลนด์จะยังคงมีผลกระทบต่อไปทั่วโลก ยกเว้นในครั้งนี้ที่เรามีรายงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดและสำคัญที่สุดของสหประชาชาติมาเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญในการฟ้องร้องคดี

เรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความจริงและวิธีการที่เราดำเนินการในขณะนี้จะเป็นตัวกำหนดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ แต่เราไม่ได้ทำโดยลำพัง พลังของประชาชนทุกคนและความพยายามแสวงหาความยุติธรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เรามีหวังขึ้นอีกครั้ง #ReasonsForHope

บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่