เมื่อฤดูกาลเปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัยในอังกฤษเริ่มต้นขึ้น เราจะได้เห็นภาพความคึกคักในแคมปัสมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาเดินพลุกพล่าน ตื่นเต้นกับปีการศึกษาใหม่ และประสบการณ์ใหม่ๆที่กำลังรอพวกเขาอยู่ ที่โรงเรียนเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (The London School of Economics and Political Science หรือ LSE)

หนึ่งในบรรดากิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่คือการออกบูธของ LSE Societies หรือเหล่าชมรมที่นักศึกษารวมตัวกันก่อตั้งตามความสนใจ แวะดูเกือบหมดทุกบูธ หนึ่งในชมรมที่น่าสนใจมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ LSE Student Union Beekeeping Society หรือ LSE Bees ชมรมเลี้ยงผึ้งที่สร้างรังบนดาดฟ้าตึกเรียนที่ขึ้นเบียดเสียดใจกลางกรุงลอนดอน เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องพื้นที่ใช้สอยอันน้อยนิดในราคาที่แพงแสนแพง

ผึ้งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ชมรมเลี้ยงบนดาดฟ้าถูกก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะเพิ่มจำนวนรังผึ้งและประชากรผึ้ง เพื่อเพิ่มจำนวนการผสมเกสรดอกไม้ หรือการถ่ายเรณู (Pollination) ในเมือง ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพของผึ้ง ให้ผึ้งมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น ปลุกจิตสำนึกของผู้คนในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร สื่อสารเรื่องภาวะโลกร้อน และสวัสดิภาพของสัตว์ (animal welfare) ทั้งนี้ เนื่องจากสุขภาพของผึ้งในอังกฤษนั้นไม่ค่อยดีนัก เพราะขาดแหล่งอาหารและดอกไม้ และยังได้รับผลกระทบจากยาฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ ปรสิต ไร และเห็บ เช่น เห็บ Verroa ที่มีข้อสันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งสาเหตุของปรากฎการณ์รังผึ้งล่มสลาย (Colony Collapse Disorder) หรือปรากฎการณ์ที่ผึ้งงานจากรังหายไปอย่างฉับพลัน

โลกเราจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีผึ้ง

LSE Bees บอกกับเราว่าการเลี้ยงผึ้งในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะผึ้งเพียงต้องการแหล่งเกสรดอกไม้ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาสำหรับกรุงลอนดอนที่ขึ้นชื่อเรื่องสวนสาธารณะจำนวนมาก รวมถึงบรรดาดอกไม้ที่ผู้อยู่อาศัยปลูกตามระเบียงห้อง และสวนบนดาดฟ้าของตึก LSE ที่สำคัญ  ถึงแม้ตึกเรียนของ LSE จะอยู่ท่ามกลางคลื่นตึกสูง แต่ผึ้งสามารถบินได้ไกลจากรังถึง 3 ไมล์ ดังนั้น มันสามารถบินออกจากรังบนดาดฟ้าไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ในรัศมีอย่าง เช่น Hyde Park และ Green Park ได้ ถึงแม้ว่าทางชมรมพยายามอย่างที่สุดที่จะให้ผึ้งผลิตน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ และแหล่งอาหารตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันมีกระทบต่อแหล่งน้ำหวานของผึ้ง เช่น ดอกไม้บางชนิดไม่บานไม่ตามฤดูกาล พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องให้น้ำเชื่อมเป็นอาหารทดแทนเป็นบางครั้ง

LSE Bees มีนัดพบกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันพุธ บ่ายสามโมงเย็น ที่หน้าลิฟต์ชั้น 8 ชั้นสูงสุดของตึก Connaught House ของ LSE ก่อนจะไต่บันไดแคบๆขึ้นไปยังดาดฟ้าที่มีรังผึ้งวางเรียงราย ผู้เยี่ยมชมรังผึ้งจะต้องสวมชุดเนื้อผ้าหนาปกปิดร่างกาย ถุงมือ และหมวกตาข่ายครอบศีรษะเพื่อป้องกันผึ้งต่อย ซึ่งทางชมรมเตรียมไว้ให้  ก่อนกระบวนการตรวจสอบรังผึ้งจะเริ่มต้น สมาชิกจะใช้เครื่องมือพ่นควัน (bee smoker) กระป๋องสแตนเลสที่มีฝาครอบรูปกรวย ที่เมื่อบีบลม จะมีควันพุ่งออกจากปากกรวย พ่นใส่รังผึ้งเพื่อกลบกลิ่นฟีโรโมน ไม่ให้ผึ้งตื่นตระหนก ทั้งนี้ เพราะผึ้งสื่อสารกันด้วยการปล่อยฟีโรโมนจำนวนมาก รังผึ้งที่นี่ถูกสร้างในรูปแบบกล่องไม้ เหมาะสำหรับการเลี้ยงผึ้งเพื่อการค้าน้ำผึ้ง เพราะเก็บเกี่ยวง่าย การเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งทำได้โดยไม่ต้องฆ่าผึ้ง ซึ่งต่างจากการเก็บรังผึ้งตามธรรมชาติที่กลายเป็นการฆ่าผึ้งไปโดยปริยาย เพราะเป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของพวกมัน และทำให้ไข่และตัวอ่อนตายตามไปด้วย

การเลี้ยงผึ้งน้ำหวานบนดาดฟ้ากำลังแพร่หลายในเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่จำกัดในหลายประเทศ แต่ละพื้นที่ใช้พันธุ์ผึ้งที่ต่างกัน สำหรับสหราชอาณาจักรและยุโรป มักจะเลี้ยงผึ้งน้ำหวาน หรือ honey bee พันธุ์ Apis mellifera การเลี้ยงผึ้งจะต้องให้ความสำคัญกับผึ้งพันธุ์ท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพราะการนำเข้าพันธุ์ต่างถิ่นอาจจะรุกรานผึ้งพันธุ์พื้นเมือง และรุกรานระบบนิเวศในที่นั้นๆได้

การเลี้ยงผึ้งจะยุ่งมากๆในช่วงหน้าร้อน เพราะต้องคอยดูรังผึ้งอย่างสม่ำเสมอ ส่วนช่วงเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งจะอยู่ประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน หรือก่อนจะเข้าหน้าหนาว รังผึ้งบนดาดฟ้าตึกของ LSE ผลิตน้ำผึ้งประมาณ 80-100 ขวดต่อปี ในแต่ละปี สีและรสชาติของน้ำผึ้งจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแหล่งอาหารหรือดอกไม้พันธุ์ที่ผึ้งชอบเป็นพิเศษ และช่วงที่เก็บเกี่ยว เพราะดอกไม้แต่ละชนิดบานในเดือนที่ต่างกัน โดยทางชมรมวางจำหน่ายในราคาขวดละ 6 ปอนด์ และจัดงาน Bee Tasting เพื่อเปิดให้นักศึกษาลองชิมรสชาติน้ำผึ้งที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะระหว่างน้ำผึ้งบริสุทธิ์จากรังที่ต่างกัน ไม่มีการเจือปน และน้ำผึ้งจากแผงซูเปอร์มาร์เก็ตราคาขวดละ 4 ปอนด์ที่มักจะระบุที่มาบนฉลากว่ามาจากปะเทศกลุ่ม EU และ Non-EU ซึ่งหมายความว่ามีการนำน้ำผึ้งจากต่างประเทศมาผสม ผ่านความร้อนจากโรงงานเพื่อลดโอกาสในการจับตัวเป็นก้อน ให้รสชาติหวานแหลมเหมือนน้ำตาล ต่างจากรสหวานนวลๆของน้ำผึ้งออร์แกนิค สำหรับประเทศอังกฤษ อาหารและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงน้ำผึ้ง ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดด้วยมาตรฐานระดับสูง ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีการเจือปนน้ำตาลเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำผึ้ง

นอกจากสมาชิกชมรมที่เป็นนักศึกษา LSE Bees ยังมีผู้ดูแลหลักเป็นเจ้าหน้าที่จาก LSE Estates Division ซึ่งดูแลอาคารเรียนและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากรังผึ้งต้องการการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ แต่นักศึกษาไม่ได้อยู่ในแคมปัสตลอดทั้งปี เช่น ช่วงปิดเทศกาล ช่วงปิดเทอมใหญ่ และบางคนก็มีเวลาเรียนเพียงน้อยนิด เช่น นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท 1 ปี การสับเปลี่ยนหมุนเวียนบ่อยๆของสมาชิกที่เป็นนักศึกษาจึงต้องการความช่วยเหลือจากบุคลากรอื่นๆในมหาวิทยาลัย เพื่อให้การเลี้ยงผึ้งเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ LSE Bees ยังทำงานร่วมกับนักศึกษาปริญญาเอกจาก The Grantham Research Institute on Climate Change and the Environment สถาบันวิจัยที่ LSE ก่อตั้งขึ้นเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ทางชมรมได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีเพื่อซื้ออุปกรณ์ และมีรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายน้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวได้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจำนวนผลผลิตจากการทดลองเล็กๆ หากพวกเขามุ่งเป้าไปที่การเลี้ยงผึ้งเพื่อทำกำไรจากการขายน้ำผึ้ง จำนวนผลผลิตจะมีมากกว่านี้

LSE Bees ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ทุ่มเทกับการเลี้ยงผึ้งบนดาดฟ้าที่นี่ กรุงลอนดอนมีสมาคมคนเลี้ยงผึ้งที่ทำงานเป็นล่ำเป็นสันอย่าง The London Beekeepers' Association เต็มไปด้วยร้านค้าและบริษัทที่กลายเป็นคนเลี้ยงผึ้ง เช่น Fortnum & Mason เจ้าของยี่ห้อชาชื่อดังก็เลี้ยงผึ้งบนดาดฟ้า และเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งวางขายภายใต้แบรนด์ของตนเอง บริษัททนายความระดับโลก Hogan Lovells มีคลับ HLVE ที่มาจากการผสมผสานระหว่างชื่อย่อ HL และคำว่า hive ที่เปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมในโครงการสนับสนุนความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมของบริษัท ที่สำคัญ สำนักงานกรีนพีซ ที่ลอนดอน ก็มีรังผึ้งบนดาดฟ้าด้วยเช่นกัน!

หลายคนคงเคยได้คำอธิบาย The Butterfly Effect ที่คุ้นหูว่า เพียงผีเสื้อขยับปีกก็ทำให้เกิดพายุ หรือ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เราขอกล่าวต่อว่า หากวันนี้เราลงมือปลูกดอกไม้บนระเบียงหรือในสวนหน้าบ้าน เพียงผึ้งขยับปีก ดวงดาวก็สะเทือนได้เช่นกัน


 

ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่