“สิ่งที่เราต้องทำก็คือคอยชี้ให้ผู้คนเห็นถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเรารับรู้ข้อเท็จจริงเหล่านั้น และคอยรวบรวมหลักฐานทุกครั้งที่ทำได้”

 

บทสัมภาษณ์ เซอร์ เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ โดย ดาเมียน คาห์ย่า ที่บ้านของเขาในกรุงลอนดอน ถ่ายทำโดย ทอม เพอร์ซีย์ ตัดต่อโดย ไฟออน แมคเชอร์รี  และ จอร์จี จอห์นสัน อำนวยการสร้างโดย จอร์จี จอห์นสัน บทโดย เอ็มมา โฮวาร์ด

แม้ว่าเซอร์ เดวิด แอทเทนเบอเรอห์ จะอายุ 91 ปีแล้ว แต่เขาก็เป็นชายวัย 91 ปีที่มีงานยุ่งอยู่เสมอ ขณะที่พวกเราไปหาเขาที่บ้านในเมืองริชมอนด์ ประเทศอังกฤษ เขากำลังศึกษาภาพถ่ายฟิล์มวาฬเพชฌฆาตและวาฬหลังค่อมที่กำลังออกล่าปลาเฮอร์ริงอยู่บนชั้นสองของบ้าน ในตอนนั้น เขาเพิ่งกลับมาจากเมืองเอดินบะระ สก็อตแลนด์ และเมื่อคืนก่อน เขาก็เขียนบทสำหรับรายการล่าสุดของเขาจนดึกดื่นที่มีชื่อว่า Blue Planet ภาคสอง

เป็นเวลากว่า 16 ปี หลังจากรายการ Blue Planet ภาคแรก แอทเทนเบอเรอห์ทั้งรู้สึกยินดีและโศกเศร้าไปพร้อมๆกันที่ได้กลับไปท่องมหาสมุทรอีกครั้ง

“กว่าผมจะได้ท่องมหาสมุทรครั้งแรกก็อยู่ในยุค 50s แล้ว และเมื่อได้ทำ ผมก็ได้เห็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด หลากหลายที่สุด น่าตื่นเต้นที่สุด และยังลึกลับที่สุดในโลก”

โปรแกรมรายการสารคดีที่เขากำลังเขียนบทอยู่นั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นคือพลาสติก พลาสติกจำนวนมากในทะเล

“ทางทีมงานจับภาพลูกนกกำลังกินอาหารที่พ่อแม่ป้อนได้ และสิ่งที่อยู่ในจะงอยปากของพวกมันก็คือพลาสติก ช่างเป็นภาพที่น่าสลดใจเหลือเกิน”

“ปัญหาพลาสติกนั้นเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามันน่าสลดใจ และในภาพที่น่าสลดใจจำนวนมากเหล่านี้ หากให้คุณเลือก คุณคิดว่าภาพไหนเป็นภาพที่น่าสลดใจที่สุดสำหรับคุณ”

“ภาพที่ผมเลือกคือภาพที่ผมรู้สึกถึงมันได้มากที่สุด ภาพนั้นคือภาพนกอัลบาทรอส นกอัลบาทรอสเป็นสัตว์ปีกที่มหัศจรรย์มาก พวกมันจับคู่อยู่ร่วมกันถึง 50 ปี พวกมันเดินทางรอบแอนตาร์กติกาเพื่อหาอาหารและกลับหาคู่ของมันที่เดิม อีกทั้งพวกมันยังคอยหาอาหารมาป้อนลูกๆ”

“ทางทีมงานจับภาพลูกนกทะเลกำลังกินอาหารที่พ่อแม่ป้อนได้ และสิ่งที่อยู่ในจะงอยปากของพวกมันก็ไม่ใช่ปลาแซนด์แลนด์ ไม่ใช่ปลาทั่วไป ไม่ใช่ปลาหมึก... แต่คือพลาสติก เป็นภาพที่น่าสลดใจ น่าสลดใจเหลือเกิน”

ในรายการสารคดีนี้ซึ่งใช้เวลาถึงสี่ปีในการถ่ายทำได้พาเราไปเยี่ยมชมทุกทวีปและทุกมหาสมุทร และมีเทคนิคการถ่ายทำรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การใช้กล้องขนาดจิ๋วที่สามารถจับภาพสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ขนาดเล็กมากๆได้ ไปจนถึงกล้องที่ดูดติดไว้กับหลังของฉลาม

“ผมต้องบอกเลยว่าพวกเรามีเทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย และเราก็กำลังไปในที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นที่สำคัญคือ ชีวิตใต้ท้องทะเลมันน่าอัศจรรย์ใจมากเหลือเกิน”

บนเกาะ Shiants ประเทศสก็อตแลนด์ นกพัฟฟินคาบชิ้นส่วนพลาสติกไว้ในจะงอยปากของมันภาพโดย Will Rose / Greenpeace.

แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน แต่เรื่องเล่าจากปากนักธรรมชาตินิยมผู้โด่งดังทั้งหลายก็ยังคงตรงไปตรงมาเหมือนเคย (คำเปรยของเขามักจะทำให้เราเห็นความ “พิเศษ” ของเรื่องธรรมดา) เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนไป แต่เรื่องที่ผู้คนสนใจยังคงเหมือนเดิม

“มีผู้คนมากมายในตอนนี้ ที่นี่ ที่มุมนี้ ที่ไม่เคยเห็นภาพสิงโตกำลังไล่ล่าละมั่งมาก่อน พวกเรานำภาพนั้นออกฉายทุกปี ปีละสามครั้ง เป็นเวลากว่า 50 ปี จึงจะเห็นได้ว่ามีผู้ชมหน้าใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆตลอดเวลา”

 “โลกนี้คือโลกเสรี ที่ไม่ได้มีพวกเราเป็นผู้บงการ”

แต่แม้ว่าแอทเทนเบอเรอห์จะเป็นผู้เล่าเรื่อง ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งบอกได้ไม่ยากผ่านคำกล่าวเตือนของเขา

ใช่ เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมาแล้ว ทว่าเขากลับอึกอักที่จะฟันธง เราถามเขาว่า เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงที่สุดที่บริเวณไหน

เขายกมือขึ้นกอดอก หลุบตาลงต่ำ และสูดหายใจลึกหลายเฮือกใหญ่

“คุณจำเป็นต้องกำหนดเวลาชัดเจนถ้าจะพูดถึงเรื่องของความเปลี่ยนแปลง คุณต้องทำความเข้าใจกับที่ที่หนึ่งอย่างแท้จริงเป็นเวลาไม่น้อยและสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของมัน ผมเองก็เป็นแค่พวกช่างพล่ามที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ผมเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง และในทุกๆครั้งผมก็ไม่ได้ไปที่เดิมๆ”

“การที่จะแค่ใช้นิ้วจิ้มไปยังสถานที่บนแผนที่แล้วพูดว่า “คุณอยู่ที่นี่ และสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น” มันอันตรายมาก คุณจำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญและคุณต้องทำการสำรวจก่อน และนั่นถึงจะเรียกว่า วิทยาศาสตร์”

แล้วอะไรกันล่ะที่นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นทั้งผู้กระจายเสียงและอดีตผู้ควบคุมบีบีซีคนนี้เรียนรู้จากเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปีก่อน และ “ข้อเท็จจริงอื่นๆ” หรือการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (การที่ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นจริงๆ) นั้นมีความหมายอะไรกับการกล่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน

เป็นที่ชัดเจนว่าแอทเทนเบอเรอห์อยากจะหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ดังที่เขากล่าวกับหลุยส์ เธอโรส์ว่า มันง่ายกว่ามากที่จะเป็นบุคคลสำคัญของชาติหากคุณเก็บความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อโต้แย้งต่างๆไว้ในใจ แต่เมื่อใดก็ตามที่เริ่มเข้าสู่เรื่องเกี่ยวกับ Brexit (การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรอังกฤษ) เขาก็ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด

“ผมไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เข้าใจนัยยะของ Brexit ในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจเลย แต่ในเชิงปรัชญาแล้วผมอยากเห็นผู้คนโอบกอดกันมากกว่าที่จะมาถุยน้ำลายใส่หน้ากันแบบนี้”

เขามองไปข้างหน้าและเงียบอยู่พักใหญ่ เขาไม่รู้ว่าควรจะต้องพูดอะไรต่อจากนั้น หลังจากนั้นเราจึงกลับเข้าสู่หัวข้อเดิม และเขาก็ดูเจาะจงมากขึ้น

“ผมมองว่าการตัดสินใจเรียกร้องให้มีการลงประชามตินับเป็นการเพิกถอนประชาธิปไตยรัฐสภาทางหนึ่ง เพราะพวกเราไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง ไม่มีใครนำข้อเท็จจริงมาแสดงให้พวกเราเห็น ผมเองยังไม่รู้เลยว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ทั้งหมดที่ผมรู้ก็มีแค่เมื่อเทียบกับตอนก่อนจะมีการลงประชามติ ผมตระหนักได้ว่าปัญหานี้มันซับซ้อนกว่าที่ผมเคยคิดไว้มากนัก”

“ไม่ว่าจะในกรณีใด มันก็อยู่ในสัดส่วนที่น้อยมากๆไม่ว่าจะทางใดก็ตาม  และถ้าเสียงลงประชามติเป็นสองในสามต่อหนึ่งในสาม มันก็คงจะรุนแรงมากพอ แต่ผลที่ออกมามันไม่ใช่แบบนั้นด้วยซ้ำ!”

ในที่สุด เขาก็กลับมาเป็นตัวเอง เขามองไปรอบกาย เปลี่ยนท่านั่งและยกมือขึ้นกอดอก

“ทำไมผมถึงพูดถึงเรื่องพวกนี้กันนะ ผมไม่ใช่พวกสนใจการเมืองซักหน่อย ผมรู้ดีเรื่องแมลงต่างหาก! (หากคุณสงสัย เขาไม่รู้ว่า Brexit จะส่งผลกับจำนวนประชากรแมลงอย่างไร) 

“โลกนี้คือโลกเสรี ที่ไม่ได้มีพวกเราเป็นผู้บงการ สิ่งที่เราต้องทำก็คือเพียงแค่คอยชี้ให้ผู้คนเห็นถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเรารับรู้ข้อเท็จจริงเหล่านั้น และคอยรวบรวมหลักฐานทุกครั้งที่ทำได้ ปัญหาก็คือยังมีคนอีกมากที่มั่นใจในความคิดผิดๆและคอยแต่จะปฏิเสธข้อเท็จจริงเหล่านั้น”

“มันเหมือนกับเรื่องสูบบุหรี่ที่เคยถกเถียงกันในยุค 50s ผมคิดว่ามันมีฝ่ายผู้ร้ายอยู่ ผมคิดจริงๆว่ามีคนที่รู้ทั้งรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ก็ยังปฏิเสธ แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่รู้จริงๆ และผมก็คิดว่าบางทีอาจมีคนอีกจำนวนมากที่คิดว่า “มันไม่จริงหรอกเรื่องก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น่ะ” แต่สิ่งที่เรา พวกเราทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม พอจะทำได้ก็คือ การรวบรวมหลักฐานจากทุกสารทิศ”

“สามสิบปีก่อน เสียงของผู้คนที่ตระหนักถึงมลพิษในชั้นบรรยากาศเป็นเพียงเสียงเล็กๆที่ไม่มีใครได้ยิน แต่ในตอนนี้ เสียงของพวกเราไม่ได้เล็กเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว”

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังมีหวัง แม้ว่าจะเป็นความหวังที่สร้างขึ้นโดยตั้งใจก็ตาม

“ความหวังของผมคือการที่โลกของเราจะเริ่มจะมีเหตุผลขึ้นมาบ้างแล้ว...ผมแก่เกินกว่าจะจำช่วงเวลาที่...พวกเราไม่ได้พูดถึงสภาวะโลกร้อนกันเลย ตอนนั้นพวกเราพูดถึงแต่สัตว์และสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์”

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมาคิดว่าพลังความคิดใหม่ๆกำลังเกิดขึ้นจริงๆ มุมมองของผู้คนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผมรับรู้ได้ว่าผู้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหาของโลกเรามากขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ คนที่คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้าในชีวิตพวกเขา กำลังคิดว่าจะรับมือกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร ซึ่งนี่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่จริงๆ”

“สามสิบปีก่อน เสียงของผู้คนที่ตระหนักถึงมลพิษในชั้นบรรยากาศเป็นเพียงเสียงเล็กๆที่ไม่มีใครได้ยิน แต่ในตอนนี้ เสียงของพวกเราไม่ได้เล็กเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว”

โดย ดาเมียน คาห์ยา จอร์จี จอห์นสัน และ เอ็มมา โฮวาร์ด

บทความแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่นี่


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่