ผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังปรากฎเด่นชัดขึ้นทุกวัน และผู้ที่ได้รับผลกระทบของวิกฤตโลกร้อนอย่างเห็นได้ชัดคงหนีไม่พ้นสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะสัตว์บางประเภทที่มีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหมีขั้วโลกและเพนกวินนั้นเป็นตัวอย่างของสายพันธุ์สัตว์ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

ตามธรรมชาติแล้ว อาหารหลักของหมีขั้วโลกคือแมวน้ำ และสัตว์น้ำอื่นๆ โดยเจ้าหมีสีขาวจะรอคอยอยู่ที่ปลายทะเลน้ำแข็งเพื่อให้เหยื่อปรากฎตัวที่ผิวน้ำ แต่เมื่อทะเลน้ำแข็งละลาย เจ้าหมีขั้วโลกจำเป็นต้องว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง และหาอาหารประเภทอื่นกิน ไม่ว่าจะเป็นเห็ด ลูกเบอร์รี รวมถึงห่านหิมะ และสัตว์ชนิดอื่น เมื่อสภาวะโลกร้อนทำให้ทะเลน้ำแข็งของอาร์กติกละลายมากเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิที่หมีขั้วโลกจำเป็นต้องสะสมไขมันจากการกินลูกแมวน้ำก่อนที่จะกลับเข้าฝั่ง

5 กุมภาพันธ์ 2557

หมีขั้วโลกกำลังกินกวางคาริบูที่ตนล่าได้ Credit: ©AMNH/R. Rockwell

ล่าสุดหมีขั้วโลกถูกพบในบริเวณตะวันตกของอ่าวฮัดสัน โดยพวกมันจำเป็นต้องกินห่านหิมะ, ไข่ และกวางคาริบู เพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติของหมีขั้วโลกที่จะล่าสัตว์บนพื้นดิน “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าปริมาณแคลอรีที่ได้รับจะสามารถชดเชยเทียบเท่ากับการล่าแมวน้ำเพื่อการดำรงชีวิตได้” ลินดา กอร์เมซาโน นักชีววิทยาด้านสัตว์มีกระดูกสันหลัง จาก พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกา(American Museum of Natural History) ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกากล่าว  และถึงแม้ว่านี่จะบ่งชี้ว่าหมีขั้วโลกสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้บ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว ยังไม่สามารถช่วยให้พวกมันเอาตัวรอดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการที่ทะเลน้ำแข็งหายไปได้ สตีเวน ซี แอมสตรัป นักวิจัยแห่ง Polar Bears International กล่าว “การปรับตัวนี้อาจจะช่วยซื้อเวลาสำหรับหมีขั้วโลกบางตัว แต่ในที่สุดแล้วไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า อาหารทางเลือกของหมีขั้วโลกจะสามารถเพิ่มประชากรหมีขั้วโลกได้”

ห่างไกลจากอาร์กติกออกไป นกเพนกวินที่ชายฝั่งของอาร์เจนตินาเองก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน โดยภายในหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2526-2554 กลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เฝ้าสังเกตกลุ่มเพนกวินมาเจลลันที่ชายฝั่งของอาร์เจนตินา โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่ลูกนกเพนกวินออกจากไข่ในปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นธันวาคม ข้อมูลที่ออกมาเผยว่าสาเหตุที่คร่าชีวิตลูกนกเพนกวินสูงสุดในแต่ละปีก็คือ สภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia) ที่เกิดขึ้นในช่วงพายุฝนรุนแรง ซึ่งตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนั้น

ลูกนกเพนกวินเกิดใหม่ในช่วงอายุ 9-23 วันนั้นมีความอ่อนไหวต่อการเกิดสภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติสูง เนื่องจากยังเด็กเกินไป และขนที่สามารถกันน้ำได้ยังไม่ขึ้น แต่กระนั้นก็โตเกินกว่าจะหลบหาไออุ่นจากพ่อแม่ของมัน  การที่พวกมันไม่มีขนที่สามารถกันน้ำได้นี่เอง จะทำให้พวกลูกนกตายทันทีที่อยู่ในน้ำ

ความร้อนสูง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสภาวะโลกร้อนที่ทวีความเลวร้ายขึ้นตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น ส่งผลกระทบต่อการปรับอุณหภูมิร่างกายของนกเพนกวินและเป็นสาเหตุให้พวกมันเสียชีวิต แต่นั่นก็ไม่เท่ากับสาเหตุจากสภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ และในกรณีของลูกนกเพนกวินมาเจลลันแล้ว นอกจากพายุฝนรุนแรงจะสร้างความเหน็บหนาวให้กับลูกนกที่เปราะบาง ยังทำให้น้ำท่วมรังของลูกนกเพนกวินอีกด้วย โดย เวย์น ทริเวลพีซ นักวิจัยด้านเพนกวินแอนตาร์กติก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยร้ายแรงต่อเพนกวินทุกสายพันธุ์ทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่สายพันธุ์นี้เท่านั้น และวิกฤตโลกร้อนก็ได้ส่งผลกระทบให้ประชากรเพนกวินในภูมิภาคแอนตาร์กติกาเช่นกัน  และผลกระทบจะชัดเจนยิ่งขึ้นหากสภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้น

ผลกระทบต่อชีวิตของหมีขั้วโลกและนกเพนกวินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่งจะเริ่มปรากฎผลรุนแรงขึ้นเท่านั้น ยังมีสัตว์อีกมากมายหลายสายพันธุ์ทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของภาวะโลกร้อนเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน เราต่างทราบดีถึงผลกระทบบางอย่างของภาวะโลกร้อน เช่น การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง และ การเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันมาใช้พลังงานสะอาดแทนการพึ่งพาพลังงานสกปรก เร่งลดวิกฤตโลกร้อน เพื่อสัตว์ที่สวยงามอย่างหมีขั้วโลก นกเพนกวิน และทุกสรรพชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้

Savethearctic.org