ขณะที่รัฐบาลกำลังมุ่งเดินหน้าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา Chao Phraya for All หรือทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยานั้น รัฐบาลกำลังละเมิดกฎหมายและสิทธิพลเมืองหรือไม่?

นี่คือประเด็นที่กลุ่มสมัชชาแม่น้ำกำลังถกให้สังคมได้ตระหนัก และขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกโครงการที่ไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนี้ ก่อนที่เจ้าพระยาจะเปลี่ยนไปโดยไม่หวนคืน

โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นทางเลียบแม่น้ำที่มีความกว้าง 10 เมตร ลงในแม่น้ำ ข้างละ 7 กิโลเมตร ขณะนี้มาถึงขั้นตอนการเปิดประมูลผู้รับเหมาในเดือนเมษายน 2560 นี้  โดยมีสัญญามูลค่า 8.4 พันล้านบาท  และจะนำไปสู่การก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2560 นี้ อย่างไรก็ตามประชาชนยังไม่ได้รับทราบข้อมูลมากพอจากทางกทม. และผู้รับผิดชอบโครงการฯ ซึ่งทางเครือข่ายสมัชชาแม่น้ำตั้งข้อสังเกตว่ามีความสุ่มสี่ยงที่กำลังทำผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิประชาชนต่อการเป็นเจ้าของแม่น้ำร่วมกัน แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้ทางรัฐบาลได้พิจารณายุติโครงการมาโดยตลอด

ในวันนี้ (5 เมษายน 2560) เครือข่ายสมัชชาแม่น้ำได้มารวมตัวกันเพื่อเปล่งเสียงถามรัฐบาลอีกครั้ง โดยเป็นการรวมตัวกันของหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาชีพ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และชุมชน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลก่อนที่จะนำไปสู่การประมูล และเพื่อชี้แจงประเด็นทักท้วงโดยเฉพาะข้อกฎหมายที่โครงการนี้กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิด  ที่อาจนำไปสู่การฟ้องศาลปกครองในอนาคตได้

“เราคือส่วนหนึ่งของประชาชนที่รักประเทศไทย โครงการนี้มีการละเมิดกฎหมายหลายประการ เช่น ตามกฎหมายพรบ.วิชาชีพระบุไว้จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพเพื่อก่อสร้างและออกแบบโครงการ มีกฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคาร หรือสิ่งอื่นใด เหนือน้ำ และเข้าไปในดิน และยังมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมอีก ท่านถามพวกเราหรือยัง มีผู้บริหารท่านนึงบอกว่าไม่ต้องทำรายงานสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ใช่อาคาร ถูกต้องครับ นี่ไม่ใช่อาคาร แต่กระทบกับสิ่งแวดล้อมมากมายเหลือเกิน แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่รักและหวงแหนของคนไทย ถ้าจะพิจารณาโครงการนี้จะต้องทำอย่างถูกต้อง” คุณไกร ตั้งสง่า  สมาชิกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย กล่าว

“ในแง่วิศวกรรม ผมขอเรียนว่ากระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอน กระทบต่อสถานที่สำคัญ อย่าง เขตพระบรมมหาราชวัง  14 กิโลเมตรของถนนริมน้ำ วัดวาอาราม จะส่งผลกระทบแค่ไหน แค่นี้ไม่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบเลย กลุ่มวิศวกรไม่สนับสนุน และต่อไปจะลุกขึ้นมาต่อต้านครับ” อาจารย์ ต่อตระกูล  ยมนาค อดีตนายกวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าว

ละเมิดประชาชนหรือไม่?

ประเด็นดังต่อไปนี้ คือสิ่งที่สมัชชาแม่น้ำตั้งข้อกังวล และเราเองอยากให้คนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคนมาร่วมกันคิดว่า ข้อต่าง ๆ เหล่านี้ คือการละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่

1. ไม่เปิดเผย และขาดการรับฟังความคิดเห็นจากสมาคมวิชาชีพ

โครงการไม่เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการต่อสาธารณชน อย่างรอบด้านเพียงพอ แต่โครงการกลับเดินหน้าประมูลการก่อสร้าง เป็น การละเมิดสิทธิของประชาชน ในข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่คุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 4 ผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 ข้อ 11 และ ข้อ 12 ที่ก้าหนดให้รัฐต้องให้ข้อมูลก่อนและหลังกระบวนการรับฟัง อย่างทั่วถึงและเพียงพอ  รวมถึงไม่ได้มีการปฏิบัติตามความเห็นหรือข้อท้วงติงจาก สมาคมวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม ผังเมือง และวิศวกรรมซึ่งถือเป็นวิชาชีพหลักที่มีส่วนช่วยตรวจสอบโครงการให้เป็นไปตามหลักวิชา 

2. ขาดการกำหนดรูปแบบที่ชัดเจน และแผนแม่บท

ขาดการกำหนดรูปแบบของการพัฒนาที่ชี้ชัดว่าเป็นทางเลียบแม่น้ำ และขาดการศึกษาทางเลือกของการพัฒนาที่หลากหลายและเหมาะสม กับพื้นที่ อีกท้ังเป็น TOR ที่ให้เวลาทำการศึกษาที่รวบรัดเพียง 7 เดือน รวมถึงไม่พบการจัดทำ “แผนแม่บท”ของการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในระยะ 57 กม. ที่ครบถ้วนรอบด้านตามที่กำหนดไว้ใน TOR “แผนแม่บท”

3. รวบรัด ขาดการศึกษาผลกระทบที่ครบถ้วน

ไม่พบผลการศึกษาที่ครบถ้วน การศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการศึกษาด้านชลศาสตร์ อันเป็นผลกระทบโดยตรงจากโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยากลับพบว่าใช้เวลาการศึกษาที่รวบรัดในเวลาไม่กี่เดือน ผิดหลักการที่ต้องศึกษาการไหลของน้ำอย่างน้อย 1 ปี

4. ยังไม่ผ่าน แต่ประกาศเดินหน้า

โครงการยังไม่ผ่านการพิจารณาจากหลายหน่วยงานทั้งจากคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมื่องเก่า คณะกรรมการนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (EIA) กรมศิลปากร และกรมเจ้าท่า แต่กรุงเทพมหานครกลับเดินหน้าประกาศประมูลโครงการ

5.  ขัดกับพรบ.พื้นที่ชุ่มน้ำ และกฎหมายผังเมือง

รัฐกำลังจะสร้างโครงสร้างทางเดินขนาดใหญ่ลงในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งขัดกับมติ ครม. 1 ส.ค. 2543 ที่กำหนด ให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ และขัดกับกฎหมายผังเมือง อันส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของแหล่งน้ำร่วมกัน ของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการและการขนส่งทางน้ำ

6. การออกแบบโครงการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

การรับจ้างออกแบบโครงการนี้โดย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขาดความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการกระท้าการฝ่าฝืน มาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. สถาปนิก พ.ศ. 2543 และ พ.ร.บ. วิศวกร พ.ศ. 2542 เพราะมหาวิทยาลัยรับจ้างทำงานที่เข้าข่ายเป็นงาน วิชาชีพควบคุม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม/วิศวกรรมควบคุม จากสภาวิชาชีพทั้งสอง

แถลงการณ์ของสมัชชาแม่น้ำ อ้างอิงจากที่นี่

“ระยะทาง 7 กิโลเมตร เรือโดยสารทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 20 – 25 นาที โดยประสบการณ์หากมีการทำทางเลียบอาจจะใช้เวลาถึง 45 นาที ทำไมเวลาถึงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือต้องมีการเข้าแถวรอช่องตรงการที่เรือโยงสามารถผ่านได้ช่องเดียว แม่น้ำแคบลง กระแสน้ำยกตัวสูงขึ้น เชี่ยวขึ้น  หากโครงการนี้เกิดขึ้นมา แม่น้ำจะร้างราเรือ เมื่อไม่มีเรือใหญ่วิ่ง แม่น้ำจะติ้นเขินขึ้น การที่หวังไว้ว่าจะใช้แม่น้ำเพื่อเดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่นก็เลิกหวังได้เลย เราพูดกันว่าเราอยากเป็นเวนิสตะวันออก แต่ปัจจุบันเราใช้คลองไม่ได้แล้ว”  คุณสุธีย์ สุภาพร สมาคมเรือไทย กล่าวถึงผลกระทบต่อการโดยสารทางเรือ

ละเมิดแม่น้ำหรือไม่?

“ร้อยละ 10 ของแม่น้ำที่จะสูญเสียไปนั้นเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก ในมุมมองนักอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่เดียวของกรุงเทพฯ รัฐบาลไม่เข้าใจว่าเจ้าพระยาเป็นแลนด์มาร์กอยู่แล้ว เป็นไฮไลท์อยู่แล้ว วันนี้นิเวศริมน้ำ คือบ้านที่ยกใต้ถุนสูงที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า ปัจจุบันหากทำโครงการนี้จะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้แม่น้ำหมดสภาพโดยสิ้นเชิง นักจักรยานเป็นกลุ่มคนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และพวกเขากล่าวว่า อะไรที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่าเอานักจักรยานมาอ้างได้ไหม” ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวในมุมของพื้นที่ธรรมชาติของแม่น้ำเจ้าพระยา

 ขณะนี้มีแม่น้ำสามแห่งในโลกที่ได้รับการอนุมัติกฎหมายให้แม่น้ำมีสิทธิเท่ามนุษย์ ได้แก่แม่น้ำวังกานุย ประเทศนิวซีแลนด์ แม่น้ำคงคา และแม่น้ำยมุนา ประเทศอินเดีย โดยแม่น้ำเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหากผู้ใด “ทำร้าย” ด้วยการทำให้แม่น้ำปนเปื้อนเป็นมลพิษ ก็เท่ากับว่ากฎหมายจะสามารถตีความเอาผิดได้เหมือนคดีทำร้ายร่างกาย ประเทศเราเองก็เคารพแม่น้ำมาช้านาน มีความผูกพันกับสายน้ำอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน ควรหรือไม่ที่รัฐบาลจะหันมาพิจารณาโครงการพัฒนาที่ค้านกับความเห็นของชุมชนเช่นนี้ ว่าคุ้มหรือไม่ที่จะแลกด้วยสายน้ำสำคัญของประเทศไทย หรือถึงเวลาแล้วที่จะมอบความเป็นธรรมให้กับประชาชน และแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา

“แม่น้ำเราตอนนี้เหมือนพิกลพิการ แต่ยังสามารถฟิ้นฟูร่างกายขึ้นมาได้ แม่น้ำไม่ใช่แค่ทางระบายน้ำ แต่เป็นระบบนิเวศ ให้ความอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์น้ำ เป็นที่หลบภัยให้สัตว์น้ำและสัตว์บก ปลากระโห้ที่เป็นปลาสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ เป็นปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดและใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ ถิ่นที่อยู่ของมันคือใช้แม่น้ำสาขาของเจ้าพระยา เจ้าพระยาของเราเป็นอัญมณีของโลก เราจะทำอย่างไรจึงจะฟิ้นฟูได้ ฟื้นฟูระบบคลองที่เป็นเส้นเลือดของเจ้าพระยา นั่นคือการทำให้ทุกคนเข้าถึงเจ้าพระยาได้ ถ้าไม่รักษาไว้ กรุงเทพฯของเราอีกสิบปีข้างหน้าถึงจะอยู่ได้แต่ก็ไม่มีความสุข” ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ มูลนิธิโลกสีเขียว กล่าว

 


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่