เป็นเวลาเกือบสองปีนับตั้งแต่สหภาพยุโรปให้ "ใบเหลือง" แก่ประเทศไทย เพื่อเตือนให้รัฐบาลไทยตื่นตัวในการจัดการประมงแบบ ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและส่งออกอาหารทะเลไปยังยุโรป  ซึ่งคำเตือนนี้ยังคงยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากความก้าวหน้าในการจัดการและระบบการตรวจสอบย้อนกลับของรัฐบาลไทยยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อลดการประมงในรูปแบบดังกล่าว ตามคำเตือนของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามความพยายามของรัฐบาลที่จะปลดล็อคใบเหลืองประมง ยังมีการพัฒนาตามแรงผลักดันของสหภาพยุโรปและองค์กรนานาชาติ โดยล่าสุดมีการประกาศราชกิจจานุเบกษาหลายฉบับ เพื่อปรับปรุงระบบการตรวจสอบย้อนกลับและลดการทำประมงแบบผิดกฏหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม ในกองเรือแม่ และประมงไทยที่มีการทำประมงนอกน่านน้ำ โดยเฉพาะบริเวณมหาสมุทรอินเดียซึ่งเป็นเขตน่านน้ำสากล โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีการออกประกาศเรียกเรือประมงและเรือแม่ทุกลำกลับมายังน่านน้ำไทยภายใน 90 วัน เพื่อจัดการติดตั้งระบบการติดตามเรือประมงและเพื่อทำความเข้าใจระบบการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ทั้งการจับและการขนถ่ายฯผ่านทางระบบอิเล็คโทรนิคและเพื่อรับทราบหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดต่าง ๆ ในการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล

โดยทางรัฐบาลไทยได้มีการยกระดับการจัดการระบบการตรวจสอบย้อนกลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากการที่มีองค์กรระหว่างประเทศและสื่อนานาชาติมีการนำเสนอข้อมูลปัญหาการจับสัตว์น้ำในทะเลหลวง โดยข้อความบางส่วนในประกาศระบุว่า “ด้วยจากการควบคุม เฝ้าระวังระบบติดตามเรือประมง และสมุดบันทึกการทำการประมง ปรากฎว่ามีการขนถ่ายน้ำในทะเลนอกน่านน้ำไทยบริเวณในบริเวณทะเลหลวงมหาสมุทรอินเดียซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ภายใต้ความคุมดูแลของคณะกรรมาธิการด้านปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย   (Indian Ocean Tuna commission: IOTC) และ ข้อตกลงด้านการประมงในมหาสมุทรอินเดียใต้ (South Indian Ocean Fisheries Agreement: SIOFA) ซึ่งพบว่าการขนถ่ายสัตว์น้ำในทะเลในบริเวณนั้นมีความเสี่ยงต่อการไม่ปฎิบัติตามกฎขององค์กรระหว่างประเทศ โดยที่ประเทศไทยในฐานะรัฐเจ้าของธงทีมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จักต้องสามารถดูแลจัดการมิให้กองเรือประมงของไทยมีการทำประมงหรือขนถ่ายสัตว์น้ำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ดังนั้นจึงมีการเรียกเรือทุกลำกลับมาชั่วคราว 90 วัน และมีการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในการขอนุญาต และการรายงานผ่านระบบการรายงานทางอิเล็คโทรนิค ซึ่งการปรับปรุงนโยบายและข้อกำหนดมาตราการใหม่เหล่านี้ น่าจะส่งผลบวกต่อมหาสมุทรและผู้บริโภคถ้ามีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการขับเคลื่อนของภาครัฐแล้ว กุญแจสำคัญในการทำให้การจัดการประมงของไทย ให้เป็นตามหลักสากลและเกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารทะเลในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงอีกภาคส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ภาคส่วนของอุตสาหกรรม เช่น บริษัทไทยยูเนี่ยน ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมปลาทูน่า เนื่องจากเป็นผู้ใช้วัตถุดิบปลาทูน่าเจ้าใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นเจ้าของแบรนด์ถึง 33 แบรนด์ทั่วโลกและตามผลการจัดอันดับความยั่งยืนของปลาทูน่ากระป๋องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  พบว่าทูน่ากระป๋องที่ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของและเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้ยังขาดความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม 

ซึ่งวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา กรีนพีซได้เข้าไปสังเกตการณ์ในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 ของบริษัทไทยยูเนี่ยน และได้มีประเด็นซักถามในความก้าวหน้าของการพัฒนานโยบายในการขนถ่ายกลางทะเลอย่างไร และจากการที่บริษัทลูกค้าคนสำคัญของไทยยูเนี่ยน เช่นมาร์สและเนสท์เล่ได้ออกมาประกาศนโยบายยุติการรับซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายสินค้ากลางทะเลมีผลต่อนโยบายของบริษัทหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ “ เรา(ไทยยูเนี่ยน)ตระหนักดีว่านโยบายความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และเรายังเป็นผู้นำด้านนี้ในกลุ่มอุตสาหกรรม เรามีนโยบายการขนถ่ายสินค้ากลางทะเลที่ชัดเจนและเราจะพัฒนานโยบายเหล่านี้ต่อไป เราเชื่อมั่นว่าสินค้าของเราไม่มีความเกี่ยวข้องกับการขนถ่ายกลางทะเลที่ผิดกฎหมาย สำหรับการประกาศคำมั่นสัญญาจากบริษัทเนสท์เล่และบริษัทมาร์สนั้นไม่มีผลกระทบ กับเราแต่อย่างใด เนื่องจากเรามีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด” อย่างไรก็ตามคำตอบที่ได้นี้ยังคงต้องรอบทพิสูจน์ความตั้งใจในการแก้ปัญหาอย่างจริงจังต่อไป เนื่องจากตามนโยบายของทางบริษัทภายใต้โครงการ Sea change ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ไม่ครอบคลุมการขนถ่ายสินค้าประมงที่มาจากการใช้เครื่องมืออื่นๆนอกจากอวนล้อม นอกจากนั้นยังคงขาดแผนการปฏิบัติงานและกรอบเวลาที่ชัดเจนเช่นเดิม

ปัจจุบันการวัดผลความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจนั้นอาจวัดได้จากผลกำไรเท่านั้น ดังเช่นผลการประชุมในครั้งนี้แสดงถึงผลกำไรของบริษัทที่ดีและมีการวางเป้าหมายขยายตลาดไปยังหลายประเทศ แต่หากนำต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและต้นทุนแรงงานมาคิดคำนวนผลประกอบการอาจจะอยู่ในขั้นต้องปรับปรุง เพราะการคำนวนต้นทุนที่แท้จริงนั้นควรนำต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมมาคิดรวมด้วย เพื่อวัดผลความยั่งยืนของธุรกิจในอนาคตในระยะยาว

หากไทยยูเนี่ยนยังคงต้องพึ่งพาวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายกลางทะเล ซึ่งขณะนี้ยังคงต้องการการปรับปรุงระบบการตรวจสอบย้อนกลับและการบังคับอย่างจริงจัง คำถามสำคัญ อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น ไทยยูเนี่ยนจะสามารถรับประกันได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และจะมีวิธีการจัดการอย่างไรและเมื่อไหร่ ซึ่งการดำเนินการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการขนถ่ายกลางทะเลของไทยยูเนี่ยนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อการรักษาทรัพยาการทูน่าและชนิดพันธุ์อื่น ๆ ของโลก

เราในฐานะผู้บริโภคคงต้องจับตามองและเป็นแรงที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อปกป้องความยั่งยืนของมหาสมุทรและและสนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมต่อแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของอาหารทะเลต่อไป

โดย อัญชลี พิพัฒนวัฒนากุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่