ข้อความโปรโมชั่นเลขสวย 11.11 จากแอพชอปปิงออนไลน์และแบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการไหลมาทางเฟสบุ๊กไม่ขาดสาย ยิ่งใกล้วันยิ่งเด้งถี่ๆ ส่วนเทศกาลชอปปิงหลังวันขอบคุณพระเจ้าหรือวันแบล็คฟรายเดย์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการจับจ่ายไปจนถึงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ที่ผู้คนทั่วโลกจะชอปปิงแบบถล่มทลายทำลายสถิติทุกปีก็กำลังจะมาถึงเช่นกัน

ชวนให้หวนนึกถึงเรื่องของคุณยายวัย 85 ผู้ไม่เคยทิ้งเสื้อผ้า ผ้าขาดก็ปะชุนตามเศษผ้าที่มี สีหรือลายจะเข้ากับผ้าเดิมหรือไม่ไม่ใช่สาระสำคัญ เสื้อบางตัวอายุเกือบห้าสิบปีก็ยังใส่อยู่ ผ้าถุงบางตัวปะจนแทบไม่เห็นลายผ้าเดิม แม้จะมีชุดผ้าไหมและผ้าใหม่ๆ สำหรับใส่ออกนอกบ้านและใส่ออกงานอยู่ไม่น้อย แต่เมื่ออยู่บ้านเธอก็หยิบผ้าถุงที่มีรอยปะรอบตัวมาใส่ทุกที

คุณยายคนนั้นคือแม่ฉันเอง

 

“ใส่อยู่กับบ้าน ให้คลุมเนื้อตัวเราได้ก็พอ ขาดหน่อยก็เย็บปะ ใช้ได้ก็ใช้ไป เปลี่ยนๆ กันไป นิ่มดีด้วย สมัยก่อนเขาบอกว่าเศรษฐีห่มผ้าเจ็ดสี ขาดก็ปะ ปะจนครบเจ็ดสี ยายไม่ได้จนนะ” คุณยายเล่าพลางหัวเราะเสียงใส

“ผ้าถุงสีน้ำตาลนี่ซื้อมาสี่สิบกว่าปีแล้ว ตอนนั้นซื้อผืนละห้าสิบบาท ซื้อมาสองตัว อีกตัวหนึ่งมีคนมาขอผ้า ก็ให้ไป ทำทานไปบ้าง”

เสื้อผ้าบางตัวปะแล้วปะอีกจนฉันต้องแอบเอาไปทิ้งขยะและมักล่องหนไปจากถังขยะก่อนฉันจะนำขยะไปทิ้งถึงขยะนอกบ้าน เพราะแม่ฉันหยิบกลับมาใส่ตู้เสื้อผ้าและใส่อีก หากขาดแบบเกินกำลัง ผ้าชิ้นนั้นจะถูกลดระดับไปเป็นผ้าขี้ริ้ว

ฉันเคยสงสัยแกมหงุดหงิดและถามถึงที่มาของนิสัยประหยัดตัวแม่เช่นนี้ คุณยายย้อนเวลากลับไปยุคสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเจ็ดสิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นเธอเป็นเด็กหญิงอายุไม่ถึงสิบขวบ

 

“สมัยสงครามเสื้อผ้าแพง จำได้ว่าแม่ซื้อโจงกะเบนผ้าดำผืนละร้อยบาท ตอนนั้นข้าวถังละไม่กี่บาท หน้าหนาวก็เอาผ้าห่มบางๆ มาห่มแล้วเอากระสอบคลุมทับ  ส่วนพวกรุ่นพี่ที่เป็นสาวแล้ว ต้องไปเรียนทอผ้าฝ้ายที่วัด ทำผ้าฝ้ายใช้เอง” คุณยายเล่าอดีต 

หลายปีมาแล้วเมื่อฉันลาออกจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์อยู่กับบ้าน ฉันตั้งปณิธานว่าจะไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่อย่างน้อยหนึ่งปี และสามารถทำได้เกินเป้าหมาย หยุดซื้อเสื้อผ้าเกือบสองปี และซื้อหาเสื้อผ้ามือสองราคาตัวละไม่กี่สิบบาทมาใส่อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ ก็เพราะมีแม่แบบและมีแรงบันดาลใจจากคุณยายนี่เอง

คนสมัยก่อนใช้ของคุ้มเพราะสภาพเศรษฐกิจบังคับ คนยุคนี้ที่มีร้านขายเสื้อผ้าทุกหนแห่ง แม้แต่งานแสดงเครื่องจักรอุตสาหกรรมก็ยังมีร้านขายเสื้อผ้าช่วยชูโรง เมื่อรวมกับร้านค้าออนไลน์ที่กดเพียงคลิกเดียว วันรุ่งขึ้นสินค้าก็ส่งมาถึงหน้าประตูบ้าน พวกเราจึงมีเสื้อผ้าเต็มตู้ และหลายคนไม่มีตู้จะใส่

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้แนวคิดการใช้ทรัพยากรเปลี่ยนไปด้วย เมื่อคนออกทำงานนอกบ้านมากขึ้น ก็ต้องสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ๆ เพื่อ “แฟชั่น” และ “หน้าตา” ส่วนรูปแบบธุรกิจก็เปลี่ยนไป จากการผลิตสินค้าให้ใช้ทนทานนานชั่วอายุคนก็เปลี่ยนมาเป็น “ฟาสต์แฟชั่น” เพื่อขายสินค้าให้ได้มากขึ้น ผู้ผลิตบางรายประกาศเป็นนโยบายบริษัทเลยว่าเสื้อผ้าของเขาจะใช้วัสดุที่หากซักเกิน 10 ครั้งก็จะไม่คงสภาพเดิม...พอยืดย้วยหรือซีดก็ซื้อใหม่

ส่วนธุรกิจชอปปิงออนไลน์ก็กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยผ่านการจัดเทศกาลลดราคา จัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมทุกวัน ทุกต้น กลาง และปลายเดือน และทุกเดือน ไม่รวมเทศกาลใหญ่ๆ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ วันเปิดเทอม วันแม่ วันพ่อ เป็นต้น

ในสหรัฐอเมริกา เฉพาะวันแบล็คฟรายเดย์เมื่อปีที่แล้วมียอดขาย 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าวันเดียวกันของปีก่อนหน้าเกือบ 18 % เสื้อผ้าและรองเท้ามีสัดส่วน 1 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมด 

นอกจากข้าวของจากตัวสินค้า เช่น เสื้อผ้าหรือของเล่นพลาสติก สิ่งที่มาพร้อมกับกับชอปปิงออนไลน์คือบรรจุภัณฑ์และพลาสติกห่อหุ้มและกันกระแทกซึ่งปลายทางคือถังขยะ ส่วนการขนส่งสินค้าจำนวนมหาศาลส่วนใหญ่ใช้รถที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งก่อมลพิษทางอากาศสูง มีผู้คำนวณว่าช่วงเทศกาลแบล็คฟรายเดย์ปีที่แล้ว มีรถขนสินค้าออกจากศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทอเมซอนทุก 93 วินาที

ฉันไม่ได้เรียกร้องให้คนหันมาใช้ชีวิตสุดขั้วแบบแม่ฉันเพราะบริบทชีวิตที่แตกต่าง แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของตัวเราและสิ่งแวดล้อมคือการตระหนักรู้ก่อนซื้อ รู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเสื้อผ้าและข้าวของที่เราซื้อมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญคือหากเราไม่ใช้แล้ว สิ่งของเหล่านี้จะถูกกำจัดหรือจำหน่ายจ่ายแจกออกไปอย่างไร เพื่อให้คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต และเกิดโทษกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ฉันขอปิดท้ายด้วยการเล่าเรื่องเทศกาลแบล็คฟรายเดย์ของเมืองนอกเมืองนาให้คุณยายฟัง เธออุทานอย่างงงๆ ว่า “จะซื้อไปทำอะไรกัน?” และ “จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน?” ส่วนฉันขอเพิ่มอีกหนึ่งคำถามว่า “จะเอาไปทิ้งที่ไหน?”

ใครก็ได้ช่วยตอบที!!!

 

 


 

 

ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่