ในขณะที่การบริหารจัดการทรัพยากรและการปฎิรูปการประมงในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงก้าวกระโดดและน่าจับตามอง อีกฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนกลางก็กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นกัน

โดยระหว่างวันที่ 3 – 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ณ มะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้มีการหารือและปรับแก้ไขข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อร่วมกันจัดการและรักษาทรัพยากรทางทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิกตะวันตกตอนกลางให้มีความยั่งยืน

มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนกลางถือเป็นแหล่งประมงปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งและมีผลผลิตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการเริ่มต้นเก็บข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลหลายปีที่ผ่านมาพบว่าการประมงปลาทูน่าบริเวณนี้มีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะปัญหาการทำประมงเกินขนาดส่งผลให้ประชากรสัตว์น้ำโดยเฉพาะ ฉลาม และปลาทูน่าบางสายพันธุ์อยู่ในขั้นวิกฤต

ดังนั้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2547 กลุ่มประเทศดังกล่าวจึงร่วมมือกันกำหนดข้อตกลงที่มีนัยสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรบริเวณนี้ไว้ นั่นคือ อนุสัญญาการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและตอนกลาง (WCPFC: Western and Central Pacific Fisheries Commission ) คือข้อตกลงการทำประมงระหว่างประเทศรอบมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณตอนกลางและตะวันตก

โดยมีจุดประสงค์หลักคือมุ่งหมายให้มีการเปิดเวทีเจรจาและการจัดการใช้ทรัพยากรมวลปลาอพยพ (เช่น ปลาทูน่า และฉลาม) อย่างยั่งยืน โดยปริมาณการจับปลาปลาทูน่าใน ปี พ.ศ. 2559 ประมาณการณ์อยู่ที่ 2,717,850 ตัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 79 ของผลผลิตจากมหาสมุทรแปซิฟิกทั้งหมด 3,406,269 ตัน และร้อยละ 56 ของปริมาณการจับปลาทูน่าทั่วโลก (ปริมาณการจับปลาทูน่าทั่วโลกปี 2016 อยู่ที่ 4,795,867 ตัน) ซึ่งผลผลิตปลาทูน่า ท้องแถบประมาณ 1.82 ล้านตัน ปลาทูน่าครีบเหลืองประมาณ 650,491 ตัน ปลาทูน่าตาโต 152,806 ตัน ปลาทูน่าครีบยาวแปซิฟิกเหนือและใต้ประมาณ 97,822 ตันและ 68,601 ตัน  

ในบรรดากองเรือประมงปลาทูน่าที่จดทะเบียนกับคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกจำนวน 4,509 ลำ มีร้อยละ 76.64 เป็นเรือประมงเบ็ดราว ร้อยละ 12.62 เป็นเรือประมงอวนล้อม และมีเพียงร้อยละ 2.22 เป็นเรือประมงเบ็ดตวัด ประเทศที่ครอบครองสัดส่วนร้อยละ 85 ของกองเรือประมงในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตกมี 6 ประเทศคือ จีนไทเป ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้

อนุสัญญานี้ครอบคลุมพื้นที่เกือบร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวโลก โดยมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ ปาปัวนิวกินี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย แคนาดา สหภาพยุโรป นิวซีแลนด์ หมู่เกาะโซโลมอน และ สหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยขณะนี้อยู่ในสถานะไม่เป็นประเทศสมาชิกแต่เป็นประเทศที่ร่วมลงนามให้ความร่วมมือปฎิบัติตามข้อตกลงในอนุสัญญาดังกล่าวในฐานะผู้แปรรูปหรือเป็นผู้ใช้ทรัพยากรปลาทูน่าอันดับต้นของโลก

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาสาสมัคร ร่วมกันทำกิจกรรมในวันเปิดการประชุม เพื่อเชิญชวนให้ตัวแทนจากประเทศต่างๆแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์เพื่อเป็นผู้นำในการรักษาทรัพยากรทางทะเลและมหาสมุทรร่วมกัน

นอกจากนี้กรีนพีซ ยังมีข้อเสนอแนะต่อกรรมาธิการ WCPFC เพื่อ ผลักดันให้มีการรักษาประชากรปลาทูน่าหลายสายพันธุ์ที่กำลังจะเข้าใกล้ขั้นวิกฤตเนื่องจากมีการจับปลาเกินกำลังผลิตของทะเล และในขณะนี้มาตรการจัดการและอนุรักษ์ปลาทูน่าพันธุ์ตาโต(Big-eye) พันธุ์ครีบเหลือง(Yellow-fin) พันธุ์ท้องแถบ(Skipjack)ในมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันตก(CMM 2016-11) หรือที่เรียกกันว่า มาตรการปลาทูน่าในเขตร้อน(the Tropical Tuna Measure, TTM) นั้นใกล้หมดอายุลงและจะมีการเจรจาใหม่อีกครั้งในการประชุมครั้งนี้ กรีนพีซเรียกร้องให้มีมาตราการดังต่อไปนี้เกิดขึ้นในการร่างข้อตกลงครั้งใหม่ คือ  

  1. การประมงอวนล้อมปลาทูน่าควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในข้อตกลงที่จะลดจำนวนอุปกรณ์ล่อปลา (Fish Aggregating Devices หรือ FADs) และมีมาตรการที่เข้มแข็งในการรายงานและความโปร่งใสในการใช้ FADs

  2. มีมาตรการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังในการทำประมงเบ็ดราวปลาทูน่าอย่างมีประสิทธิภาพ

  3. มีเป้าหมายที่จำเพาะของปริมาณชนิดพันธุ์ปลาทูน่าเป้าหมายที่ต้องการรักษาให้อยู่ในปริมาณที่ยั่งยืน โดยมีการจำกัดการใช้ชุดข้อมูลอ้างอิงรวมถึงยุทธศาสตร์ต่างๆในการจัดการ

เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนกรีนพีซยังได้รวบร่วมผู้สนับสนุนข้อเสนอแนะนี้จาก กลุ่มชาวประมงทูน่าที่ใช้เบ็ดมือในประเทศฟิลิปินส์ และกลุ่มชาวประมงทูน่าเบ็ดตวัดและเบ็ดมือในประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มบริษัทผู้แปรรูปและแบรนด์ปลาทูน่ากระป๋องบางส่วน จากประเทศไทย อินโดนีเชีย และฟิลิปินส์ ร่วมลงชื่อเพื่อยื่นแถลงการณ์ผลักดันข้อเสนอแนะดังกล่าวในการประชุมครั้งนี้

อย่างไรก็ตามหากอนุกรรมาธิการการประชุมครั้งนี้ตัดสินใจยอมรับให้มีมาตราการดังกล่าวตามข้อเรียกร้องจะเป็นการตัดสินใจที่มีความหมายอย่างมีนัยสำคัญยิ่งที่จะนำไปสู่การรักษาปริมาณประชากรปลาทูน่าและสัตว์น้ำชนิดพันธุ์อื่นๆในระบบนิเวศของมหาสมุทรแปซิฟิก และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อการริเริ่มมาตราการการจัดการที่มีประสิทธิภาพในมหาสมุทรอื่นๆด้วยเช่นกัน (สามารถเข้าไปดูรายละเอียดงานประชุมได้ที่นี่)


ติดตามกรีนพีซเพิ่มเติมที่