แถลงการณ์: กรณีปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้

เรื่องราว - พฤษภาคม 10, 2555
ลำห้วยคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในบริเวณผืนป่าตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณอนันต์อันเป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตชุมชน ทั้งมีคุณค่าเชิงนิเวศน์และเชิงเศรษฐกิจที่ไม่อาจประมาณค่าได้

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 สารตะกั่วอันตรายจากโรงงานแต่งแร่ตะกั่ว ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มถูกปล่อยทิ้งลงสู่ลำห้วยคลิตี้อย่างไร้ความรับผิดชอบ ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารตะกั่วในระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารในลำห้วยอย่างรุนแรง และด้วยวิถีชีวิตของชาวบ้านหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่ใช้แหล่งน้ำแห่งนี้หล่อเลี้ยงชีวิตมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ทำให้สารตะกั่วได้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางการใช้น้ำและอาหารที่เกิดการปนเปื้อน ซึ่งแม้โรงงานจะถูกสั่งปิดเมื่อปีพ.ศ. 2541 สารตะกั่วนั้นก็ยังคงปนเปื้อนอยู่ในลำห้วย ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่อิงอาศัยสอดคล้องกับธรรมชาติต้องแปรเปลี่ยนไป การกระทำเช่นนี้ของผู้ก่อมลพิษถือเป็นการละเมิดสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีของชุมชนคลิตี้ล่าง ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

นับแต่ปีพ.ศ. 2541 ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ และส่งข้อมูลเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนเรื่อยมา แต่ภาครัฐก็ยังไม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเท่าที่ควร จนชาวคลิตี้ล่างต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งควบคู่กัน และในที่สุดศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาว่า กรมควบคุมมลพิษได้ทำการฟื้นฟูลำห้วยล่าช้าเกินสมควร สอดคล้องกับคำพิพำกษาของศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ที่ว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ไม่ได้ให้สิทธิชาวบ้านซึ่งเป็นโจทก์ขอบังคับให้เอกชนซึ่งเป็นจำเลยฟื้นฟูลำห้วยได้ เนื่องจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ

ทั้งนี้ ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อมจากทั้งภาครัฐ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 ถึงปัจจุบันล้วนยืนยันถึงสถานการณ์การปนเปื้อนที่มีอยู่จริง และยังอยู่ในระดับรุนแรงที่สามารถส่งผลกระทบได้ต่อชุมชนและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดถึงปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขดังที่ควรจะเป็น สารตะกั่วจำนวนมหาศาลที่ยังคงปนเปื้อนอยู่ในตะกอนดินลำห้วยคลิตี้สามารถที่จะกลับขึ้นมาปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำได้ ดังนั้นระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารยังคงต้องตกอยู่ในความเสี่ยงปนเปื้อนสารตะกั่ว ชุมชนยังคงไม่ได้รับความปลอดภัยจากสารพิษและไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการใช้น้ำและจับสัตว์น้ำในลำห้วยได้ดังเดิม

นอกจากนี้ แม้ได้มีการตรวจพบสารพิษปนเปื้อนในตะกอนดินในหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งในห้วยคลิตี้และในแหล่งน้ำบริเวณอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีการจัดทำและประกาศใช้มาตรฐานคุณภาพตะกอนดินที่จะสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดถึงระดับการปนเปื้อน ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และความเหมาะสมกับการดำรงชีวิต และการนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายกำจัดการปนเปื้อน ดังนั้นการที่ประเทศไทยไม่มีการกำหนดประกาศใช้มาตรฐานตะกอนดินจึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การล่าช้ำในการติดตามตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง ป้องกันเหตุ การประกาศเตือน และการดำเนินการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษในตะกอนดินได้อย่างทันท่วงที

แม้จะมีการเรียกร้องจากชุมชนต่อเนื่องยาวนานกว่า 14 ปี และฟ้องร้องเป็นคดีปกครอง จนกระทั่งมีคำพิพากษายืนยันถึงความล่าช้าของกรมควบคุมมลพิษตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 แต่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวยังคงมิได้ริเริ่มดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ความล่าช้าในการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องยาวนานต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน รวมถึงการสูญเสียประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรแหล่งน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐทั้งในด้านการคุ้มครองและส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี และการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อมลพิษ และการนำหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” มาใช้ให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ซึ่งเป็นหน้าที่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 และรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

ชุมชนคลิตี้ล่างและภาคีเครือข่ายที่ได้ลงชื่อท้ายนี้ขอเรียกร้องต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

  1. ให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินกำรฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างเร่งด่วนโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนคลิตี้ล่าง และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แหล่งน้ำ ตะกอนดินและห่วงโซ่อาหารปลอดจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว และชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ดังเดิม
  2. ให้กรมควบคุมมลพิษเรียกร้องค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้งค่าเสียหายต่างๆ ที่จะใช้สำหรับการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากผู้ที่ก่อมลพิษ
  3. ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง นำกรณีกำรปนเปื้อนสารตะกั่วห้วยคลิตี้เป็นบทเรียนสำหรับบริหารจัดการ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และข้อคำนึงต่อการอนุญาตโครงการอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนที่แท้จริงของการทำอุตสาหกรรมที่ก่อผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายในการเยียวยา และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ที่ประชาชนกลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระดังกล่าวแทนผู้ก่อมลพิษ
  4. ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชำติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำทิ กรมควบคุมมลพิษ เร่งกำหนดและประกาศใช้มาตรฐานคุณภาพตะกอนดินเพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงระดับการปนเปื้อนสารพิษ การติดตามตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง การป้องกันเหตุ การประกาศเตือน และการดำเนินการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษในตะกอนดินได้อย่างทันท่วงที

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


ลงชื่อ


ชุมชนหมู่บ้านคลิตี้ล่าง
ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หมวด