การทำเกษตรกรรม การทำลายป่าเพื่อการเกษตร และ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เป็นสาเหตุหนึ่งของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน
รายงานเรื่อง "
ลดโลกร้อนด้วยเกษตรกรรมเชิงนิเวศ" ของกรีนพีซ
ซึ่งจัดทำโดยศาสตราจารย์พีท สมิธ จากมหาวิทยาลัยอะเบอร์ดีน
ผู้เขียนรายงานฉบับล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(IPCC)
ได้ระบุถึงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของเกษตรกรรมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และผลสำรวจปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคเกษตรกรรม
"การทำเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมถือเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้นรัฐบาลทั่วโลกจึงควรให้การสนับสนุนการทำเกษตรกรรมวิถีธรรมชาติ
ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลกน้อยกว่าและยั่งยืนกว่าการเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม"
นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
ในรายงานยังชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการทำเกษตรกรรมในปัจจุบันและปริมาณการเพิ่มของก๊าซเรือนกระจกว่ามีสาเหตุหลักจากการใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก
การทำลายหน้าดิน การลดคุณภาพดิน และ การทำปศุสัตว์
ผลการสำรวจพบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั่วโลกจากการทำเกษตรกรรม
การทำลายป่าเพื่อการเกษตร และ
การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินนั้นมีปริมาณสูงถึง 8.5-16.5 พันล้านตัน
หรือ 17-32% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีสาเหตุมาจากมนุษย์
"รัฐบาลควรให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการ
ใช้สารเคมีเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ
หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นเบื้องต้นของพืช
โดยให้ใส่ในเวลาที่สมควร และ ใส่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
เพื่อลดการสูญเสีย
แต่ทางออกที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดก็คือการทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศ"
นางสาวณัฐวิภา อิ้วสกุล
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การใส่ปุ๋ยในปริมาณมากเพียงอย่างเดียวส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ
2.1 พันล้านตันต่อปี
รวมถึงก๊าซไนตรัสออกไซด์ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า
นอกจากนี้ในรายงาน "
ไนเตรทกับคุณภาพน้ำใต้ดินในประเทศไทย"
ของกรีนพีซที่เปิดเผยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมายังระบุถึงผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยในปริมาณมากว่า
ทำให้เกิดการปนเปื้อนไนเตรทในแหล่งน้ำบาดาลหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพในระยะยาวได้
"รัฐบาลควรให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการใช้สารเคมีเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ
หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นเบื้องต้นของพืช
โดยให้ใส่ในเวลาที่สมควรและใส่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อลดการสูญเสีย
แต่ทางออกที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดก็คือการทำ
เกษตรกรรมเชิงนิเวศ" นางสาวณัฐวิภากล่าวเสริม
ทางออกสำหรับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากเกษตรกรรมในปัจจุบันนั้นอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงวิธีการด้านการเกษตร
ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนหรือคาร์บอนซิงค์ขนาดใหญ่
โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วควรเริ่มลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยมุ่งไปที่การใส่ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม
ปกป้องหน้าดิน ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตข้าว และ
ลดความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์
1. ดาวน์โหลดรายงาน "ลดโลกร้อนด้วยเกษตรเชิงนิเวศ" ได้
ที่นี่ 2. ศาสตราจารย์พีท สมิธ เป็นผู้เขียนรายงานเรื่อง
"การบรรเทาสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ในบทที่ 8 (การเกษตร)
ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)
สามารถติดตามได้จาก http://www.ipcc.ch/ipccreports/ar4-wg3.htm
เป็นสมาชิกของชุมชนนักกิจกรรมออนไลน์ หรือ Cyberactivist ของกรีนพีซ
ร่วมเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการออกเสียงและส่งต่อข่าวสารสิ่งแวดล้อม มีหลายสิ่งที่คุณทำได้ เพื่อปกป้องโลกอันบอบบางใบนี้ สมัครรับจดหมายข่าวสิ่งแวดล้อม เพื่อรับวิธีการง่ายๆ ที่คุณสามารถช่วยโลกใบนี้ได้
โปรดช่วยกรีนพีซช่วยสิ่งแวดล้อม สมัครเป็นสมาชิกวันนี้
กรีนพีซเป็นองค์กรอิสระ ไม่รับเงินจากภาครัฐบาลและเอกชน ความเป็นอิสระทางการเงินนี้ทำให้เราสามารถกดดันทั้ง 2 ฝ่าย เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคจากประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกที่ช่วยเราตามกำลังความสามารถ โปรดสนับสนุนเรา