เด็กๆ เรียนรู้วิธีการดำนาในค่าย “ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์” ซึ่งจัดขึ้นโดยกรีนพีซ ณ ผืนนาอินทรีย์ในจังหวัดราชบุรี เพื่อนำเสนอวิธีการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน รวมทั้งให้ความรู้และกระตุ้นเยาวชนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เห็นคุณค่าของผืนดิน และ ร่วมสร้างชุมชนที่แข็งแรง ผ่านประสบการณ์ที่จะได้รับจากการเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์นี้
ฉัน เพื่อนๆ กรีนพีซ และอาสาสมัครกว่า 30 คน รวมตัวกันแต่เช้าตรู่เพื่อรอรับน้องๆที่จะเข้าร่วมกิจกรรม 'ชวนน้องสนุกกลางทุ่ง คุยฟุ้งเกษตรอินทรีย์' อากาศที่ร้อนอบอ้าวและความไม่เคยชินที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ทำให้ฉันเริ่มถอดใจ ความตื่นเต้นที่เคยมีมลายหายไปหมด แถมยังพาลคิดแทนน้องๆว่า 'ขนาดเรา ยังร้อน เหนื่อย และง่วงขนาดนี้ น้องๆจะไหวหรือ' เราใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการลงทะเบียน และให้น้องๆได้เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง ฉันดูประวัติน้องๆ หลายคนแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้น เพราะบางคนได้เคยผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆมาบ้างแล้ว
"หนึ่งในจุดประสงค์ของกิจกรรม คือเราต้องการปลูกฝังแนวความคิดการเกษตรแบบยั่งยืน และให้ความรู้กับเด็กๆเรื่องเกษตรอินทรีย์นะคะ" ฉันได้ยินประโยคนี้ซ้ำๆจากเพื่อนร่วมงานนักรณรงค์ เมื่อเราประชุมเตรียมงานกัน และมันเกิดเป็นคำถามขึ้นในใจของฉันว่า เวลาเพียงแค่ 3 วันกับความตั้งใจจริงของพวกเรา จะทำให้เด็กเมือง ที่เคยชินกับการเดินห้าง เรียนพิเศษ เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ สามารถเข้าใจถึง แนวความคิดการเกษตรแบบยั่งยืนหรือเกษตรอินทรีย์ได้ดีแค่ไหน
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ลัทธิทุนนิยมได้แทรกซึมเข้าสู่ทุกชีวิตของสังคมเมืองไม่เว้นแม้แต่เด็กๆ เรื่องเกษตรกรรมดูเป็นเรื่องห่างไกล และเด็กได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากบทเรียนในห้องเรียนเท่านั้น ทุกคนรู้ว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของชาวไทย และชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่จะมีเด็กสักกี่คนที่ได้เคยพูดคุย และเรียนรู้เรื่องการทำนาจากชาวนาจริงๆ
เราเดินทางถึงผืนนาอินทรีย์ บ้านเขาราบ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกือบๆ 10 โมงเช้า 'ธรรมชาติ' ผู้ถ่ายทอดความรู้หลักให้กับน้องๆในกิจกรรมครั้งนี้ เริ่มต้นสอนบทเรียนแรกด้วยอากาศที่ร้อนจัด กลิ่นดินและปุ๋ยอินทรีย์
คุณลุง คุณป้า ชาวนาแห่งหมู่บ้านเขาราบ กล่าวทักทายพวกเราชาวกรีนพีซอย่างคุ้นเคยและต้อนรับน้องๆอย่างเป็นกันเอง
กิจกรรมต่างๆ ที่เราได้จัดเตรียมไว้ ไม่อาจเทียบเท่ากับบทเรียนจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นในทุกๆขณะ ฉันรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และเรียนรู้จากธรรมชาติไปพร้อมกับน้องๆ
ธรรมชาติสอนฉันและน้องๆให้รอคอย ผ่านบทเรียนการทำนาอินทรีย์ เพราะเพื่อผลทางการเกษตรจากนาอินทรีย์ที่ยั่งยืนและปลอดภัยนั้น เราอาจต้องใช้เวลานานกว่าการทำนาเคมี......
ธรรมชาติสอนฉันและน้องๆให้หยุด....เพื่อมองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น เข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นโดยไม่เบียดเบียนกัน เราตื่นเต้นไปกับแมงมุมน้ำ เสียงของปูนา (ปูนาก็มีเสียงร้องด้วยนะ!) สีของแมลงปอ เสียงหัวเราะ ชี้ชวนกันดูหอยเชอรี่ หอยทาก เสียงร้องเตือนให้ระวังเหยียบต้นข้าว ดังขรมไปทั่วท้องนา
ธรรมชาติสอนฉันและน้องๆว่า การรู้และตอบแทนคุณ เป็นค่านิยมที่พึงปฏิบัติตาม เฉกเช่นการที่เรารู้คุณธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และเป็นต้นกำเนิดชีวิตมากมาย และตอบแทนคุณด้วยการปกปักดูแลรักษาให้ธรรมชาติอยู่กับเราตลอดไป
ในวันนี้ ฉันตอบคำถามให้ตัวเองได้แล้วว่า ความตั้งใจของพวกเราที่จะปลูกฝัง แนวความคิดการเกษตรแบบยั่งยืนให้กับเด็กนั้นสัมฤทธิ์ผลแค่ไหน

น้องอิ่มเิอม
พวกเรา รวมถึงคุณลุง คุณป้าชาวนา ได้เพียงแค่แนะนำน้องๆให้รู้จักกับโลกของเกษตรอินทรีย์
........แต่หาก 'ธรรมชาติ' คือ 'คุณครู' ที่แท้จริง
เสียงโปรแกรมแชทที่คุ้นเคยดังขึ้น ปรากฏบทสนทนาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของฉัน
น้องอิ่มเอม สาวน้อยร่างเล็ก คนเก่งขวัญใจเพื่อนๆร่วมค่ายนั่นเอง
"พี่คะ หนูคิดถึงทุ่งนา........"
กรีนพีซรณรงค์เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งในวันนี้และวันหน้า ด้วยการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน ผืนน้ำ และสภาพภูมิอากาศ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และ ไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมถูกปนเปื้อนด้วยสารเคมีหรือการดัดแปลงพันธุกรรม
ลงมือทำ
สมัครรับ e-news เพื่อรับข้อมูลข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน และวิธีที่คุณช่วยเรียกร้องให้เกิดเกษตรกรรมอินทรีย์ที่ยั่งยืน
โปรดบริจาค
เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลและบริษัท บุคคลทั่วไปเช่นคุณ ช่วยให้เราสร้างสรรค์งานรณรงค์เพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน โปรดบริจาคเท่าที่จะทำได้