นักกิจกรรมกรีนพีซกางป้ายผ้าบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ในคาบสมุทรกัมปาร์ จังหวัดรีอาล กรีนพีซรณรงค์ต่อต้านการทำลายป่าพรุของคาบสมุทรกัมปาร์โดยอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และน้ำมันปาล์ม และเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งระงับการทำลายป่า ป่าพรุสำคัญยิ่งต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของป่าทำให้ปล่อยคาร์บอนที่กักเก็บไว้มหาศาล จึงเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก
การปฏิบัติการสันติวิธีในวันนี้ในอินโดนีเซียเกิดขึ้นเพื่อเปิดตัวกิจกรรมต่างๆ
ของค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศในจังหวัดรีอาล
เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำโลกเห็นว่าปกป้องป่าเป็นมาตรการเร่งด่วนที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
"สหภาพยุโรปได้สะสมหนี้คาร์บอนมายาวนาน
โดยการเติมเชื้อไฟให้กับการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศอื่นๆ
ณ บัดนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้นำของประเทศในยุโรป
ที่จะมีพันธะจัดหาเงินทุนภาครัฐจำนวนที่มากพอเพื่อป้องกันไม่ให้ป่าเขตร้อนที่เหลืออยู่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง"
บุสตาร์ ไมทาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
อินโดนีเซียมีอัตราการทำลายป่าที่รวดเร็วที่สุดในหมู่ประเทศที่มีป่าปกคลุมประเทศหลักๆ
ในโลก
จึงเป็นตัวอย่างอันสุดโต่งของประเทศที่จำเป็นต้องมีแผนการอันแข็งแกร่ง
และการจัดหาเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผืนป่าเขตร้อนต่างๆ
ความต้องการของตลาดทั่วโลกในผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มและกระดาษ
ได้ขับเคลื่ิอนการทำลายป่าฝนของอินโดนีเซียอย่างราบเรียบไปมากกว่า
46.2 ล้านไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2493
และพื้นที่ป่ามากขึ้นกำลังเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงเพราะกิจกรรมของมนุษย์
ผู้นำสหภาพยุโรปต้องแสดงความเป็นผู้นำดังที่นายยุดโฮโยโนแสดงให้เห็น
โดยให้เงินกับสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ
การทำลายป่าพรุของอินโดนีเซียเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์
4% ของทั่วโลก
จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่
3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน
เหตุผลที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณสูงมากนั้นมี 2 ข้อ นั่นคือ
อัตราการทำลายป่าอย่างรวดเร็ว
และความเสื่อมโทรมและการเผาป่าพรุที่เกี่ยวข้อง
ประมาณการว่าป่าพรุในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กักเก็บคาร์บอนไว้ 42
กิ๊กกะตัน โดย 35 กิ๊กกะตัน (83%) ถูกกักเก็บไว้ในป่าพรุในอินโดนีเซีย
ผืนป่าพรุในอินโดนีเซียมีพื้นที่น้อยกว่า 0.1% ของผืนดินบนโลก
แต่กลับเป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงปริมาณ
1.8 พันล้านตันต่อปี
เมื่อเร็วๆ นี้
รัฐบาลอินโดนีเซียได้บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
เยื่อกระดาษและกระดาษ เกษตรกรรม และ อุตสาหกรรมตัดไม้
เป็นสาเหตุหลักของความเหือดแห้งของป่าพรุ การทำลายป่า และ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นผลลัพธ์ตามมา
รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่าหากปราศจากการลงมือแก้ปัญหา
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้นต่อไป
ณ การประชุมกลุ่มประเทศ G20 (ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก
20 ประเทศ) ในกรุงพิทส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา ในเดือนก่อน
ประธานาธิบดียุดโฮโยโนได้ให้คำมั่นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของอินโดนีเซียลง
26% ภายในพ.ศ. 2563 และจะเพิ่มขึ้นสู่ 41%
หากได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศ
นายยุดโฮโยโนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของอินโดนีเซีย
และความเป็นผู้นำอันเข้มแข็งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้โลกหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศ
"ในฐานะประธานาธิบดีของประเทศที่มีพื้นที่ป่าเขตร้อนเหลืออยู่มากที่สุดในภูมิภาค
ซึ่งความสูญเสียก็จะรุนแรงที่สุด
ทำให้คำกล่าวของนายยุดโฮโยโนเป็นสัญญาณของความหวังของประชาชนหลายล้านคนที่กำลังทุกข์ทรมานจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เพื่อที่จะเปลี่ยนพันธะสัญญาของเขาเป็นการปฏิบัติ
เขาต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว
เพื่อทำให้พันธะสัญญาของเขาเป็นจริงขึ้นมา
ผู้นำสหภาพยุโรปต้องแสดงความเป็นผู้นำดังที่นายยุดโฮโยโนแสดงให้เห็น
โดยให้เงินกับสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ" ชายเลนดรา ยาสวัน
ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
สำหรับกรีนพีซ
จุดยืนที่ดีของสหภาพยุโรปอย่างน้อยต้องประกอบด้วยพันธะกรณีอันชัดเจนจากผู้นำของยุโรป
ดังนี้
• สนับสนุนการพัฒนากองทุนระดับโลกสำหรับผืนป่า
ภายใต้สนธิสัญญาการเปลี่ยแปลงสภาพภูมิอากาศ
ที่จะกลับมาสมบูรณ์ใหม่ด้วยกลไกการให้เงินทุนใหม่ที่แข็งแกร่งและมีผลตามกฎหมาย
กลไกนี้จะระดมหาเงินทุนจากภาครัฐอย่างน้อย 1.5 ล้านล้านบาท (30
พันล้านยูโร) ต่อปี สำหรับพ.ศ. 2556-2563
เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือการพัฒนาและการปฏิบัติการตามแผนหยุดการทำลายป่าเป็นศูนย์ในประเทศเขตร้อน
•
ตัดการให้เครดิตชดเชยการทำลายป่าออกจากตลาดการค้าคาร์บอนนานาชาติ
นั่นคือ
กลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา
(REDD)
ต้องถูกเพิ่มเข้าไปอยู่ในแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยประเทศ
Annex I (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)
และต้องไม่สร้างสิ่งหยุดยั้งแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
•
ส่งเสริมวัตถุประสงค์ลดอัตราการทำลายป่าเขตร้อนทั้งหมดให้เหลือใกล้ศูนย์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนพ.ศ.2563
ความพยายามที่จะลด แต่ไม่หยุดการทำลายป่าเขตร้อนทั้งหมด
จะเพียงต่ออายุให้ปัญหา
และจะไม่ให้ผลลัพธ์ที่จำเป็นในการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อันตราย
การสูญพันธุ์ และ ความล่มสลายของระบบนิเวศ
•
ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกต่อการปกป้องป่าธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์
(กลไล REDD) และยกเลิกเงินสนับสนุนสำหรับกิจกรรมตัดไม้เพื่ออุตสาหกรรม
(กลไก REDD+)
ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบูรณาการทางระบบนิเวศ
และมักจะเป็นเครื่องบอกเหตุถึงการทำลายป่า
เป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษที่จะรับประกันว่าเงินทุนจากภาครัฐในอนาคตสำหรับ
REDD จะไม่ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปลูกต้นไม้เพื่ออุตสาหกรรม
กิจกรรมการตัดไม้ในป่าเขตร้อน
และการเปลี่ยนป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ปลูกป่า
• บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ากลไล REDD
ในอนาคตจะถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
และถูกออกแบบเพื่อมีส่วนช่วยบรรลุเป้าหมายของสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
ผลกระทบที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพต้องได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยโดยใช้กิจกรรม
กฎข้อบังคับ และ ระเบียบปฏิบัติ ใน REDD
โคเปนเฮเกนต้องการคุณ
ประธานาธิบดีโอบามาต้องต่อลมหายใจให้สภาพภูมิอากาศเช่นกัน ก่อนที่เราจะได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม มีเป้าหมายสูง และ มีผลตามกฎหมาย โอบามาต้องร่วมประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนเพื่อเป็นแรงผลักดัน
สนับสนุนเรา
เราพึ่งพาเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไปเช่นคุณ เพื่อรณรงค์เพื่ออนาคตที่มีสีเขียวและมัสันติภาพทากขึ้น คุณจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในวันพรุ่งนี้โดยช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ในวันนี้