ผู้นำสหภาพยุโรปต้องช่วยยุดโฮโยโนปกป้องป่าอินโดนีเซีย

เรื่องราว - ตุลาคม 28, 2552
นักกิจกรรมกรีนพีซวางป้ายผ้าขนาด 20x50 เมตร ที่มีรูปของนายกรัฐมนตรีแอนเจอลา เมอร์เคล แห่งเยอรมนี และประธานาธิบดีนิโคลาส ซาร์โคซี แห่งฝรั่งเศส บนป่าพรุที่ถูกถางเมื่อเร็วๆ นี้ บนเกาะสุมาตรา ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป ที่เริ่มขึ้นในกรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ 29 ตุลาคม

นักกิจกรรมกรีนพีซกางป้ายผ้าบนป่าพรุที่เพิ่งถูกถางในเขตสัมปทานเยื่อกระดาษและกระดาษของบริษัท T.Arara Abadi-siak ซึ่งเป็นของ Asia Pulp and Paper (APP) ในคาบสมุทรกัมปาร์ จังหวัดรีอาล กรีนพีซรณรงค์ต่อต้านการทำลายป่าพรุของคาบสมุทรกัมปาร์โดยอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ และน้ำมันปาล์ม และเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียสั่งระงับการทำลายป่า ป่าพรุสำคัญยิ่งต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของป่าทำให้ปล่อยคาร์บอนที่กักเก็บไว้มหาศาล จึงเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

การปฏิบัติการสันติวิธีในวันนี้ในอินโดนีเซียเกิดขึ้นเพื่อเปิดตัวกิจกรรมต่างๆ ของค่ายผู้พิทักษ์สภาพภูมิอากาศในจังหวัดรีอาล เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำโลกเห็นว่าปกป้องป่าเป็นมาตรการเร่งด่วนที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

"สหภาพยุโรปได้สะสมหนี้คาร์บอนมายาวนาน โดยการเติมเชื้อไฟให้กับการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศอื่นๆ ณ บัดนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้นำของประเทศในยุโรป ที่จะมีพันธะจัดหาเงินทุนภาครัฐจำนวนที่มากพอเพื่อป้องกันไม่ให้ป่าเขตร้อนที่เหลืออยู่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง" บุสตาร์ ไมทาร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

อินโดนีเซียมีอัตราการทำลายป่าที่รวดเร็วที่สุดในหมู่ประเทศที่มีป่าปกคลุมประเทศหลักๆ ในโลก จึงเป็นตัวอย่างอันสุดโต่งของประเทศที่จำเป็นต้องมีแผนการอันแข็งแกร่ง  และการจัดหาเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อปกป้องผืนป่าเขตร้อนต่างๆ ความต้องการของตลาดทั่วโลกในผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มและกระดาษ ได้ขับเคลื่ิอนการทำลายป่าฝนของอินโดนีเซียอย่างราบเรียบไปมากกว่า 46.2 ล้านไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2493 และพื้นที่ป่ามากขึ้นกำลังเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงเพราะกิจกรรมของมนุษย์

ผู้นำสหภาพยุโรปต้องแสดงความเป็นผู้นำดังที่นายยุดโฮโยโนแสดงให้เห็น โดยให้เงินกับสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ

การทำลายป่าพรุของอินโดนีเซียเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์ 4% ของทั่วโลก จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน เหตุผลที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณสูงมากนั้นมี 2 ข้อ นั่นคือ อัตราการทำลายป่าอย่างรวดเร็ว และความเสื่อมโทรมและการเผาป่าพรุที่เกี่ยวข้อง ประมาณการว่าป่าพรุในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กักเก็บคาร์บอนไว้ 42 กิ๊กกะตัน โดย 35 กิ๊กกะตัน (83%) ถูกกักเก็บไว้ในป่าพรุในอินโดนีเซีย ผืนป่าพรุในอินโดนีเซียมีพื้นที่น้อยกว่า 0.1% ของผืนดินบนโลก แต่กลับเป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงปริมาณ 1.8 พันล้านตันต่อปี

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เยื่อกระดาษและกระดาษ เกษตรกรรม และ อุตสาหกรรมตัดไม้ เป็นสาเหตุหลักของความเหือดแห้งของป่าพรุ การทำลายป่า และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นผลลัพธ์ตามมา รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่าหากปราศจากการลงมือแก้ปัญหา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้นต่อไป

ณ การประชุมกลุ่มประเทศ G20 (ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก 20 ประเทศ) ในกรุงพิทส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา ในเดือนก่อน ประธานาธิบดียุดโฮโยโนได้ให้คำมั่นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของอินโดนีเซียลง 26% ภายในพ.ศ. 2563 และจะเพิ่มขึ้นสู่ 41% หากได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศ นายยุดโฮโยโนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของอินโดนีเซีย และความเป็นผู้นำอันเข้มแข็งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้โลกหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศ

"ในฐานะประธานาธิบดีของประเทศที่มีพื้นที่ป่าเขตร้อนเหลืออยู่มากที่สุดในภูมิภาค ซึ่งความสูญเสียก็จะรุนแรงที่สุด ทำให้คำกล่าวของนายยุดโฮโยโนเป็นสัญญาณของความหวังของประชาชนหลายล้านคนที่กำลังทุกข์ทรมานจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อที่จะเปลี่ยนพันธะสัญญาของเขาเป็นการปฏิบัติ เขาต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อทำให้พันธะสัญญาของเขาเป็นจริงขึ้นมา ผู้นำสหภาพยุโรปต้องแสดงความเป็นผู้นำดังที่นายยุดโฮโยโนแสดงให้เห็น โดยให้เงินกับสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ" ชายเลนดรา ยาสวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

สำหรับกรีนพีซ จุดยืนที่ดีของสหภาพยุโรปอย่างน้อยต้องประกอบด้วยพันธะกรณีอันชัดเจนจากผู้นำของยุโรป ดังนี้

•    สนับสนุนการพัฒนากองทุนระดับโลกสำหรับผืนป่า ภายใต้สนธิสัญญาการเปลี่ยแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะกลับมาสมบูรณ์ใหม่ด้วยกลไกการให้เงินทุนใหม่ที่แข็งแกร่งและมีผลตามกฎหมาย กลไกนี้จะระดมหาเงินทุนจากภาครัฐอย่างน้อย 1.5 ล้านล้านบาท (30 พันล้านยูโร) ต่อปี สำหรับพ.ศ. 2556-2563 เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือการพัฒนาและการปฏิบัติการตามแผนหยุดการทำลายป่าเป็นศูนย์ในประเทศเขตร้อน

•    ตัดการให้เครดิตชดเชยการทำลายป่าออกจากตลาดการค้าคาร์บอนนานาชาติ นั่นคือ กลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา (REDD) ต้องถูกเพิ่มเข้าไปอยู่ในแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยประเทศ Annex I (ประเทศที่พัฒนาแล้ว) และต้องไม่สร้างสิ่งหยุดยั้งแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

•    ส่งเสริมวัตถุประสงค์ลดอัตราการทำลายป่าเขตร้อนทั้งหมดให้เหลือใกล้ศูนย์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนพ.ศ.2563 ความพยายามที่จะลด แต่ไม่หยุดการทำลายป่าเขตร้อนทั้งหมด จะเพียงต่ออายุให้ปัญหา และจะไม่ให้ผลลัพธ์ที่จำเป็นในการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อันตราย การสูญพันธุ์ และ ความล่มสลายของระบบนิเวศ

•    ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกต่อการปกป้องป่าธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ (กลไล REDD) และยกเลิกเงินสนับสนุนสำหรับกิจกรรมตัดไม้เพื่ออุตสาหกรรม (กลไก REDD+) ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและบูรณาการทางระบบนิเวศ และมักจะเป็นเครื่องบอกเหตุถึงการทำลายป่า เป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษที่จะรับประกันว่าเงินทุนจากภาครัฐในอนาคตสำหรับ REDD จะไม่ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปลูกต้นไม้เพื่ออุตสาหกรรม กิจกรรมการตัดไม้ในป่าเขตร้อน และการเปลี่ยนป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ปลูกป่า

•    บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ากลไล REDD ในอนาคตจะถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ และถูกออกแบบเพื่อมีส่วนช่วยบรรลุเป้าหมายของสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพต้องได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยโดยใช้กิจกรรม กฎข้อบังคับ และ ระเบียบปฏิบัติ ใน REDD

โคเปนเฮเกนต้องการคุณ

ประธานาธิบดีโอบามาต้องต่อลมหายใจให้สภาพภูมิอากาศเช่นกัน ก่อนที่เราจะได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม มีเป้าหมายสูง และ มีผลตามกฎหมาย โอบามาต้องร่วมประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนเพื่อเป็นแรงผลักดัน

สนับสนุนเรา

เราพึ่งพาเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไปเช่นคุณ เพื่อรณรงค์เพื่ออนาคตที่มีสีเขียวและมัสันติภาพทากขึ้น คุณจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในวันพรุ่งนี้โดยช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ในวันนี้