ข้าวคือชีวิต ร่วมปกป้องข้าวไทยให้ปลอดภัยจากจีเอ็มโอ ภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
ขยายภาพ
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย —
กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลไทยฟังคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ ชั้นนำของโลก ที่ระบุว่าเกษตรเชิงอุตสาหกรรมและพืชดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ไม่ใช่ทางออกของปัญหาวิกฤตอาหารที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ
การเรียกร้องครั้งนี้เกิดขึ้นขณะการเปิดเผยรายงานที่ว่าด้วยการประเมินภาวะเกษตรกรรมทั่วโลกที่จัดทำขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่มีการรวมตัวกันของนักวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรชั้นนำของโลก และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำรายงานด้านเกษตรกรรมขึ้นมาและมีรัฐบาลกว่า 60 ประเทศร่วมลงนาม รายงานนี้นับเป็นรายงานสรุปฉบับสุดท้ายของโครงการการประเมินนานาชาติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อการพัฒนา หรือ International Assessment of Agricultural Science and Technology for Development (IAASTD) [1] บทสรุปที่สำคัญของรายงานฉบับนี้ กล่าวว่าเกษตรอุตสาหกรรมนั้นล้มเหลวและจีเอ็มโอไม่ใช่ทางออกของปัญหาความยากจน ความอดอยาก และปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนั้นยังเสนอทางออกที่เหมาะสมนั่นคือ เกษตรกรรมเชิงนิเวศที่สอดคล้องกับธรรมชาติแทนการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม
รายงานของ IAASTD โดยองค์การสหประชาชาติ ระบุชัดว่าพืชจีเอ็มโอยังมีความเสี่ยงหลายประเด็น และพืชจีเอ็มโอไม่ใช่ทางออกสำหรับปัญหาที่สังคมโลกกำลังเผชิญอยู่ ได้แก่ ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความอดอยาก และ ความยากจน
“ในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ข้าว รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้พืชจีเอ็มโอฉวยโอกาสและเป็นข้ออ้างในการนำเอาเทคโนโลยีจีเอ็มโอเข้ามาเพื่อเป็นทางออกของปัญหา โดยเฉพาะเมื่อเรามีโอกาสที่ดีกว่านั่นคือ การเป็นประเทศที่ปลอดข้าวจีเอ็มโอ รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของนโยบายของรัฐบาลทั่วโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่เร่งให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น โดยการเสนอเกษตรกรรมเคมีเป็นทางเลือก ซึ่งต้องพึ่งพาสารเคมีที่มีพิษและราคาแพง รวมถึงการใช้เมล็ดพันธุ์ที่มาจากบรรษัทข้ามชาติ เช่น เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ หรือแม้กระทั่งเมล็ดพันธุ์ไฮบริด” น.ส.ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
“เป็นโอกาสดีของรัฐบาลไทยที่จะเรียนรู้และนำข้อเสนอในรายงานฉบับนี้มาพิจารณา เพื่อทบทวนนโยบายด้านการเกษตรที่มุ่งเน้นให้เกิดรูปแบบที่เกษตรกรพึ่งพาตนเองไม่ได้อย่างเช่นเกษตรอุตสากรรมเสียใหม่ และยังช่วยให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนทางออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและมีสิ่งแวดล้อมที่ดี” ณัฐวิภา กล่าวเสริม
รายงานของ IAASTD โดยองค์การสหประชาชาติวิพากษ์วิจารณ์จีเอ็มโออย่างหนัก และแนะนำให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกษตรอุตสาหกรรมแบบถอดรากถอดโคน เพื่อรับมือกับราคาอาหารที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ความอดอยาก ความไม่เท่าเทียมทางสังคม และ หายนะทางสิ่งแวดล้อม รายงานฉบับนี้ยังระบุชัดว่าพืชจีเอ็มโอยังมีความเสี่ยงหลายประเด็น และพืชจีเอ็มโอไม่ใช่ทางออกสำหรับปัญหาที่สังคมโลกกำลังเผชิญอยู่ ได้แก่ ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความอดอยาก และ ความยากจน
รายงานฉบับนี้แนะนำว่าเกษตรกรรมขนาดย่อมและเกษตรกรรมเชิงนิเวศเป็นหนทางที่ก้าวหน้าหากต้องการแก้ปัญหาวิกฤตอาหารในปัจจุบันและตอบสนองความต้องการของชุมชนในท้องถิ่น พร้อมกันนั้นยังยกย่องภูมิปัญญาของชนพื้นเมืองและคนท้องถิ่นว่ามีบทบาทสำคัญเทียบเท่ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ โดยภูมิปัญญาเหล่านี้จะทำให้ทิศทางของเกษตรกรรมที่อันตรายเปลี่ยนไปเป็นเกษตรกรรมที่เป็นมิตรและตอบสนองความต้องการของทุกคน
วัตถุประสงค์หลักของ IAASTD คือ การให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านการจัดโครงสร้างการวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรกรรม เพื่อให้สามารถลดความอดอยากและความยากจน พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบท แล ะสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รายงานที่สำคัญของโครงการ ได้แก่ บทสรุปทั่วโลกสำหรับผู้บริหาร และบทสรุปรายงานสังเคราะห์สำหรับผู้บริหาร โดยรายงานดังกล่าวมาจากข้อสรุปบทเวทีการเจรจาบรรทัดต่อบรรทัดของรัฐบาลต่าง ๆ ที่เข้าร่วมในการประชุม ณ กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ข้อมูลเพิ่มเติมในเวปไซต์ http://www.agassessment-watch.org
2. รายงานฉบับนี้รวบรวมโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรชั้นนำของโลกมากกว่า 400 คน ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยรัฐบาล บริษัท และ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นสมาชิก รายงานนี้เป็นแหล่งความรู้ด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์ แล ะเทคโนโลยีที่ละเอียดที่สุด โดยแนะแนวทางสำหรับรัฐบาลต่างๆ หน่วยงานของสหประชาชาติ และ ผู้ให้เงินลงทุน สำหรับการกำหนดความสำคัญด้านเกษตรกรรมและการพัฒนาในอนาคต ขั้นต่อไปคือ รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนการใช้เงินลงทุน และโครงการวิจัยและพัฒนาให้สอดคล้องกับรายงานฉบับนี้