นิทรรศการภาพถ่ายเพื่อเริ่มรณรงค์ “ปฏิวัติ (พัฒนา) พลังงาน” ในอินโดนีเซีย

กรีนพีซ : อินโดฯ ต้องเป็นผู้นำ เผชิญวิกฤติสภาพอากาศเปลี่ยน

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 7, 2550
กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียแสดงบทบาทผู้นำในการเผชิญหน้ากับวิกฤติสภาพภูมิอากาศโลกโดยการเป็นหัวหอกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กำหนดมาตรการปกป้องประชาชนและภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ยากจนของโลก ซึ่งจะได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

กรีนพีซมอบระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่หมู่บ้านริมชายฝั่งในจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์ธรณีภิบัติ (สึนามิ) เมื่อเดือนธันวาคม 2547

กรีนพีซเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าวในการเปิดโครงการรณรงค์เพื่อพลังงานสะอาดหรือ Clean Energy อย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยจัดงานนิทรรศการภาพถ่ายที่มีชื่องานว่า “Clean Energy (R)evolution” ที่ Taman Ismail Marzuki กรุงจาการ์ตา มีนายราชมัต วิโทลาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาเตือนว่า อินโดนีเซียจะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เป็นประธานเปิดงาน  อินโดนีเซียเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะจัดที่เกาะบาหลีในเดือนธันวาคมด้วย

 

การรับบทบาทผู้นำในเรื่องนี้ หมายถึงประเทศอินโดนีเซียเองต้องเปลี่ยนทิศทางไปจากการใช้พลังงานจากฟอสซิล และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทำให้ประเทศอยู่ในฐานะผู้ปล่อยก๊าซที่เป็นสาเหตุของปฏิกิริยาเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้อินโดนีเซียยังติดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในโลก ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลควรจะมีจุดยืนที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ในเรื่องนี้เอ็มมี่ ฮาฟิลด์ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

 

นิทรรศการนี้ออกแบบมาเพื่อให้สาธารณชนเกิดความตระหนักเกี่ยวกับอันตรายของพลังงานสกปรก โดยเฉพาะจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และทางออกที่เรามี ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรการการใช้พลังงานทดแทนและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อพลเมืองทุกคน

 

 “ประเทศที่เป็นหมู่เกาะของเราก็เหมือนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ คือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงสุดขีด น้ำท่วม ภัยแล้ง  ต่างทำลายล้างประชากรของเราแล้วทั้งสิ้นนายราชมัต วิโทลาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวในโอกาสเปิดงาน อินโดนีเซียเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมใหญ่สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะประชุมในเดือนธันวาคมปี 2550 นี้ รัฐบาลอินโดนีเซียซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอินโดนีเซียและเป็นเสียงของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด พร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมุมมองการรับรู้ที่กว้างขึ้น ด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ประชาชนและผู้มีอำนาจตัดสินใจของเราจะต้องตระหนักถึงความเร่งด่วนในการทำแผนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรมว. สิ่งแวดล้อมกล่าว

 

นิทรรศการนี้จัดขึ้นพร้อมๆ กับการเปิดเผยรายงานฉบับใหม่ที่จัดทำโดย the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ในกรุงปารีส ซึ่งน่าจะเป็นการยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราเคยเชื่อ และจะส่งผลอย่างร้ายแรงต่อประเทศที่เป็นเกาะซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงอย่างประเทศอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียมีทางเลือกว่าจะเป็นส่วนใหญ่ๆ ส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนไปสู่แนวทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริงเพื่อต่อสู้กับภาวะวิกฤติสภาพอากาศ หนทางแก้ไขไม่ได้อยู่ที่การสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอันตรายสูง หรือการปล่อยก๊าซจากเหมืองถ่านหินที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก แต่อยู่ที่การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของพลังงานทดแทนที่มีอยู่อย่างมากมายในประเทศ กรีนพีซเชื่ออย่างยิ่งว่า ยังมีเวลาพอที่เราจะรอดพ้นจากปากเหวได้ฮาฟิลด์กล่าว


รายงานฉบับใหม่ของกรีนพีซชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจที่เราจะลดการปล่อยก๊าซลงได้ถึงร้อยละ 50 ภายในปีพ.ศ. 2593 โดยการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้นและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดเจนว่าเรามีวิธี และถ้าเราทำตั้งแต่ตอนนี้ เราก็ยังพอมีเวลา สิ่งเดียวที่เราขาดคือ เจตนารมณ์ทางการเมืองเธอกล่าว