สเวน เทสเก ผู้เชี่ยวชาญพลังงานอาวุโสจา่กกรีนพีซสากล กล่าวว่า รายงานของ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ไม่ได้มองว่าแหล่งน้ำมันและก๊าซจะร่อยหรอลงในทศวรรษที่จะมาถึง และไม่ได้คำนึงถึงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด นั่นก็คือสภาพภูมิอากาศของโลก IEA นำเสนอตัวอย่างของสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส นี่แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว เราไม่ควรลงทุนในการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตแห่งใหม่ แต่ควรลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพทางพลังงาน
รายงานล่าสุดของกรีนพีซเรื่อง "ปฏิวัติพลังงาน แผนการพลังงานที่ยั่งยืนของโลก (Energy [R]evolution: A Sustainable World Energy Outlook) ซึ่งจัดทำขึ้นร่วมกับสภาพลังงานหมุนเวียนแห่งยุโรป (European Renewable Energy Council) แสดงให้เห็นว่าระบบพลังงานหมุนเวียนผนวกกับประสิทธิภาพทางพลังงาน จะช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงานจากระดับปัจจุบันที่ 28 พันล้านตันเป็น 20.9 ล้านตัน ภายในปี 2573 ได้อย่างไร ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแผนปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซคิดเป็นครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของ IEA ทั้งนี้ แผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซใช้สมมติฐานแบบเดียวกับของ IEA ทั้งในด้านการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้นทุนค่าเชื้อเพลิง และการเพิ่มขึ้นของประชากร แผนการนี้ยังได้รวมการคาดการณ์ระยะยาวจนถึงปี 2593 ซึ่งได้แก่การลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่ง และ ลด ละ เลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยสมบูรณ์ภายในปี 2633
ข้อเปรียบเทียบสำคัญ
● แผนการพลังงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ ระบุถึงการคงระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ระดับ 450 ส่วนในล้านส่วน (450 ppm) ซึ่งจะเป็นผลให้ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มได้สูงสุดภายในปี 2563 ส่วนแผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซนั้น ระบุถึงการเพิ่มปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึงจุดสูงสุดภายในปี 2558 ซึ่งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการหลีกเลี่ยงวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
● แผนการพลังงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ ระบุถึงการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงานลงเป็น 25.7 กิกะตันต่อปี ภายในปี 2573 ส่วนแผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซนั้นระบุถึงการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงานลงอีกร้อยละ 20 หรือคิดเป็น 20.9 กิกะตันต่อปี ซึ่งลดลงมากกว่าเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยตามแผนขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ
● แผนการพลังงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการใช้พลังงานที่ไม่ยั่งยืน เช่น นิวเคลียร์และเทคโนโลยีที่ยังไม่น่าเชื่อถือ เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอน ส่วนแผนปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซจะลด ละ เลิกนิวเคลียร์ และพิจารณาเฉพาะเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
● ความต้องการใช้พลังงานในภาคการผลิตไฟฟ้าในแผนการพลังงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศและแผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซนั้นเกือบเหมือนกัน โดยที่แผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซชี้ให้เห็นว่าความต้องการใช้พลังงานในภาคการผลิตความร้อน ภาคการขนส่ง และ ภาคอุตสาหกรรมสามารถลดลงได้อีกร้อยละ 13.2
ประเด็นสำคัญ
● ขณะนี้ ยังไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในเชิงพาณิชย์ที่ดำเนินการ หรืออยู่ในแผนงาน องค์การพลังงานระหว่างประเทศเชื่อว่าจะมีประมาณ 2-3 โครงการที่เข้าระบบทุกๆ เดือนจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2573
● การนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ตามการคาดการณ์ในแผนการพลังงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศนั้นไม่สะท้อนถึงความเป็นจริง ซึ่งตามการคาดการณ์ จะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่เชื่อมต่อเข้ากับระบบทุกๆ เดือนจนถึงปี 2573 ขนาดดังกล่าวนี้เกินขีดความสามารถของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์อย่างมาก
สเวน เทสเก กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางด้านพลังงานหมุนเวียนมีประโยชน์ต่อโลกและระบบเศรษฐกิจ ภายใต้แผนการพลังงานแบบเป็นไปตามปกติขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ ซึ่งคาดการณ์ถึงการลงทุนราว 13.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในภาคพลังงานจนถึงปี 2573 หากเปรียบเทียบกับแผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซจะมีต้นทุนมากกว่าเล็กน้อยราวร้อยละ 8 แต่จะประหยัดมากขึ้นถึง 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในด้านต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการปฏิวัติพลังงานคืออะไร กรีนพีซได้สร้างสถานีกู้วิกฤตโลกร้อนในประเทศโปแลนด์และเปิดตัวในวันนี้ ก่อนการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นในเมืองพอซแนน โดยกรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลโปแลนด์ยุติถ่านหิน ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กรีนพีซนำเสนอรายงานการปฏิวัติพลังงานของโปแลนด์ โดยระบุว่า ถึงแม้อุตสาหกรรมถ่านหินจะอ้างในทางตรงกันข้าม โปแลนด์ไม่จำเป็นต้องใช้ถ่านหินเป็นฐานการผลิตไฟฟ้าของประเทศ รายงานของกรีนพีซชี้ให้เห็นว่า ภายในปี 2593 โปแลนด์สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์และลมได้ถึงร้อยละ 80