เงามืด...โรงเผากำจัดขยะมูลฝอย หนองแขม

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 5, 2556
ในขณะที่ทั่วโลกมีความพยายามอย่างหนักในการลดปริมาณขยะโดยการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้ และคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีเพื่อนำขยะมาใช้ประโยชน์และต่อต้านการกำจัดขยะด้วยวิธีการเผาทุกรูปแบบ แต่กรุงเทพมหานครกลับไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการคัดแยกขยะและนำขยะมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร แต่พยายามมุ่งไปสู่วิธีการกำจัดขยะแบบปลายทางหรือวิธีแบบ “มักง่าย” ที่เรียกว่า “โรงงานเผาขยะ” ที่ควรเก็บไว้เป็นวิธีสุดท้ายหรือพยายามหลีกเลี่ยง โดยเพียงยกเหตุผลว่า “ประชากรในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นพร้อมกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น” และ “ไม่มีพื้นที่ฝั่งกลบ”และอีกหลายคำกล่าวอ้างเพื่อหาเหตุผลต่างๆ ในการผลักดันโครงการสร้างโรงงานเผาขยะให้เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดยมิได้คำนึงถึงมลพิษที่จะเกิดขึ้นตามมาและมองข้ามวิธีปฏิบัติหรือความพยายามทำวิธีอื่นๆ ก่อนที่จะลดขยะได้เช่นกัน

โรงงานเผาขยะหนองแขมสถานการณ์ขยะมูลฝอยในชุมชน ของปี พ.ศ.2555 มีขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นประมาณ 16 ล้านตัน หรือ 43,000 ตันต่อวัน โดยร้อยละ 22 เป็นขยะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร (9,800 ตันต่อวัน) แต่มีเพียงร้อยละ 36 หรือเพียง 5.8 ล้านตันที่ได้รับการจัดการตามระบบ ส่วนที่เหลือกว่า 10 ล้านตันถูกกำจัดทิ้งโดยการเผา กองทิ้งในบ่อดินเก่าหรือพื้นที่รกร้าง เป็นขยะคงค้าง และเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทุกปีจากปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามกับการบริโภค[1]

เรื่องราวของโรงงานเผาขยะในกรุงเทพฯเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2541โดยการเสนอเงินทุนและเทคโนโลยีจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ท้ายที่สุดโครงการนี้ถูกคัดค้านจากภาคประชาสังคมและองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เนื่องจากพบว่าเบื้องหลังการให้เงินทุนและเทคโนโลยีจากประเทศที่เจริญแล้วเหล่านี้มีสิ่งที่แฝงเร้นคือการนำเทคโนโลยีสกปรก ขยะและมลพิษมายังประเทศกำลังพัฒนา ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ก็มีข้อสรุปว่าไม่มีเทคโนโลยีการเผาขยะใดที่สะอาดอย่างแท้จริง โดยทางออกการจัดการขยะที่ทั่วโลกพยายามรณรงค์ คือ ลดขยะ แยกขยะ ไร้ขยะหรือของเสียเหลือศูนย์ดังนั้นโครงการสร้างโรงงานเผาขยะดังกล่าวจึงถูกพับเก็บไปกว่าสิบปี  

แต่แล้วปีพ.ศ. 2555 กรุงเทพฯ กลับหยิบแนวคิดการจัดการขยะโดยการเผาขึ้นมาอีกครั้ง โดยได้ตั้งชื่อโครงการภายใต้คำที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างสวยงามและดูเหมือนไม่มีพิษภัยว่า “โรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยพลังงานความร้อนสูง” และได้มีการประชาสัมพันธ์ว่ามีจะการสร้าง “โรงกำจัดขยะมูลฝอยพลังงานความร้อนสูง” หรือโรงงานเผาขยะบริเวณหนองแขม จากนั้นไม่นานก็มีการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) และการประเมินมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (EAS)  เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 และวันที่  21 กันยายนพ.ศ.2555ด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่สนับสนุนและส่วนใหญ่มีผลประโยชน์จากการกองขยะในพื้นที่ แต่กลับเพิกเฉยต่อคำคัดค้านของชุมชนหรือประชาชนอื่นๆ ที่เห็นถึงผลกระทบอันร้ายแรงในอนาคต ต่อมาวันที่  7 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีการทำสัญญากับบริษัทเอกชน สัญชาติจีน เพื่อก่อสร้างเตาเผาขยะ ซึ่งมีกำหนดสร้างเพียง 700 วัน โดยสถานที่ก่อสร้างคือเขตหนองแขม ในพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด30 ไร่ในงบประมาณ 960 ล้านบาท และงบประมาณดำเนินการเผาขยะเป็นเวลา 20 ปี งบประมาณรวม 2,173,808,500 บาท

ในพื้นที่ดังกล่าว หากมีการเผาขยะจริง ความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะตามมาอย่างแน่นอน โรงงานเผาขยะส่วนใหญ่มักเกิดปัญหาการเป็นแหล่งกำเนิด “สารก่อมะเร็ง” ไดอ๊อกซินและฟิวเรน และสารพิษอันตรายๆ อื่นๆ รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก ขี้เถ้าลอยจากการเผา แหล่งน้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำผิวดินสาธารณะสำคัญโดยรอบบริเวณเขตหนองแขมมีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารพิษคือ คลองทวีวัฒนา คลองบางไผ่ คลองประเวศ คลองภาษีเจริญ และคลองสี่วา ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยประชาชนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ที่อยู่บริเวณรอบพื้นที่เขตหนองแขม ซึ่งมีประมาณ 136,084 คน และประชาชนชาวกรุงเทพกว่า 10 ล้านคนย่อมต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบโดยอ้อมเนื่องจากการเคลื่อนที่ของเถ้าขยะที่ปนเปื้อนโลหะหนักและไดออกซินในอากาศสามารถลอยไปได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร และเมื่อสารพิษเหล่านั้นจะปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมเช่น น้ำ อากาศ และดิน และปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและร่างกายประชาชน[2] ข้อมูลเชิงพิษวิทยาชี้ให้เห็นว่า  ไดออกซินเข้าสู่ร่างกายได้โดยถูกดูดซึมทางผิวหนังและทางปาก คนและสัตว์จะได้รับไดออกซิน จากสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน อากาศ น้ำ รวมทั้งจากอาหาร และ พบว่า 90% ของ ไดออกซิน ที่คนได้รับมาจากอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ปลา ซึ่งร่างกายคนและสัตว์สามารถกำจัด ออกได้แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะสะสมอยู่ในตับและไขมันใน ร่างกาย ครึ่งชีวิตหรือการสลายตัวครึ่งหนึ่งจากปริมาณที่มีอยู่เดิมของไดออกซิน ในคนมีค่าประมาณ 2 – 6 ปี ซึ่งนานกว่าในสัตว์มากคนและสัตว์ขับไดออกซินออกทางน้ำนมและผ่านรก และเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดภาวะแท้งบุตร จากการศึกษาทางพิษวิทยา สรุปว่า ไดออกซิน เป็นสารอันตรายที่ทำให้เกิดมะเร็งในอวัยวะหลายแห่ง[3]

เตาเผาขยะย่อมไม่ใช่คำตอบของการจัดการขยะหรือเป็นยาวิเศษที่ผู้บริหารจัดการประเทศหรือชุมชนได้กำลังสร้างภาพว่าจะทำให้ขยะหายไปได้ การเผาขยะคือการเปลี่ยนขยะเป็นมลพิษทางอากาศและขี้เถ้าขยะปริมาณมหาศาลที่อันตราย การเผาเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การรณรงค์ให้ทุกคนจัดการขยะที่เกิดขึ้นในครัวเรือนอย่างเหมาะสมและเห็นความสำคัญของการลดการใช้การคัดแยกขยะ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการนำขยะเปียกมาทำปุ๋ยชีวภาพ ทางเลือกเหล่านี้ต่างหากที่เป็นทางออกและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนทั้งในด้านเศรษฐกิจและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ซึ่งโรงงานเผาขยะไม่สามารถทำได้ ซ้ำยังเป็นการบั่นทอนของความพยายามที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะและสร้างพฤติกรรมที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกัน  

ข้อมูลเพิ่มเติม

มายาคติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่บิดเบื้อนแก่ประชาชนในเรื่องเตาเผาขยะมีดังต่อไปนี้

มายาคติ

ความจริง

1.เทคโนโลยีเตาเผาขยะพลังงานความร้อนสูง ไม่ก่อให้เกิดสารพิษ

 

  • การควบคุมและเพิ่มอุณหภูมิเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้เพื่อลดปัญหาไดออกซิน แต่ผลที่จะตาม คือ ปริมาณก๊าซ์ไนตริกและโลหะหนักเป็นพิษจะเพิ่มขึ้นและทำให้ถ่านกัมมันต์ดูดซึมปรอทได้น้อยลง
  • อุปกรณ์ควบคุมและป้องกันมลพิษแบบอิเล็คโทรนิคมักไม่ทำงานตามที่คาดหวังไว้ การบำรุงรักษาอุปกรณ์เหล่านี้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษาเทคโนโลยี

2.ปัญหาไดออกซินควบคุมได้โดยการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนด

  • ยังไม่มีอุปกรณ์ใดสามารถติดตามตรวจสอบไดออกซินได้อย่างต่อเนื่อง แต่จะใช้วิธีตรวจวัดและเก็บตัวอย่างในพื้นที่เพียงไม่กี่จุด และการตรวจวัดยังมีค่าใช้จ่ายสูงมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

  • ไม่ว่าเตาเผาขยะจะออกแบบมาอย่างเยี่ยมยอดเพียงใด ประชาชนก็ยังไม่มีอิสระพอที่จะรับรู้ข้อมูลการทำงานของเตาเผาขยะว่ามีประสิทธิภาพอย่างไรและมีเครื่องมือในการจัดการควบคุมมลพิษภายในเตาเผาขยะดำเนินการไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธภาพเพียงไรมีการบำรุงรักษาและมีการตรวจสอบอย่างไร

3. เตาเผาขยะลดปัญหาเรื่องหลุมฝังกลบ

  • การเผาขยะ = โรงงานเผาขยะ + หลุมฝังกลบเถ้าขยะอันตรายหลังจากการเผา ซึ่งเถ้าเหล่านี้มีความเป็นพิษสูงเพราะปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและไดออกซิน ซึ่งเมื่อนำไปฝังกลบ อาจจะมีการรั่วไหลออกสู่แหล่งน้ำใต้ดินในท้ายที่สุด

4.เตาขยะผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากขยะ

  • ในขณะที่มีการประชาสัมพันธ์ว่าขยะสามารถนำมาเผาเพื่อผลิตไฟฟ้า ความจริง คือ โรงงานเผาขยะผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณน้อยมากและพลังงานที่ผลิตได้ไม่คุ้มค่ากับเงินทุนที่ลงไป โดยยังไม่รวมถึงงบประมาณที่จะต้องใช้ฟื้นฟูพื้นที่และประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากมลพิษที่จะตามมา

 

5. เตาเผาขยะสอดคล้องกับการรีไซเคิล

  • มีคำกล่าวอ้างว่าสร้างเตาเผาขยะเป็นการส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อนำมารีไซเคิล โดยอ้างว่าเป็นการจัดการขบะแบบผสมผสาน แต่ในความเป็นจริงการเผาขยะสวนทางกับการพยายามในการลดขยะและการรีไซเคิล เพราะเตาเผาขยะต้องการขยะในปริมาณมากและต่อนื่องเพื่อให้การเดินเครื่องมีประสิทธิภาพมากที่สุด การรีไซเคิลทำให้มีปริมาณขยะที่เป็นเชื้อเพลิงลดลง โดยเฉพาะขยะที่ติดไฟง่ายและให้ความร้อนสูง เช่น พลาสติกและกระดาษ ผู้ประกอบการจึงอาจจะต้องหาเชื้อเพลิงประเภทอื่นมาแทน เช่น ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมอื่นตามมา โดยในระบบ “การจัดการขยะแบผสมผสาน” มีสัดส่วนการนำขยะไปรีไซเคิลยังอยู่ในระดับต่ำ

 


[1] กรมควบคุมมลพิษ

[2] Health and Environmental Effects of Burning Municipal Solid Waste

http://www.environment.gov.sk.ca/adx/aspx/adxGetMedia.aspx?DocID=417,236

[3] ไดออกซิน ( Dioxins) โดย น.สพ. เสริมพันธุ์ สุนทรชาติ , กลุ่มงานพิษวิทยาและชีวเคมี สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ

หมวด