ไอแพด อุปกรณ์ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆขั้นบริสุทธิ์ของแอปเปิ้ล
" เปลี่ยนภาคเทคโนโลยสารสนเทศให้เป็นสีเขียว: การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มันเป็นสาเหตุ" แสดงให้เห็นว่าการเปิดตัวอุปกรณ์ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆขั้นบริสุทธิ์ อย่างเช่น ไอแพด ของแอปเปิ้ล ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการออนไลน์แบบ "กลุ่มเมฆ" เช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์ และวีดิโอแบบสตรีมมิ่ง สามารถทำให้เกิดรอยเท้าคาร์บอนที่ใหญ่กว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มากนัก ในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที)
เพื่อให้กระจ่างชัด เราไม่ได้กลั่นแกล้งแอปเปิ้ล เราไม่ได้ 'ด่า' ไอแพด แต่บางทีบริษัทหนึ่งจะผลิตแอพพลิเคชั่นที่คำนวณรอยเท้าคาร์บอนจากการใช้เว็บไซต์หลายๆ แห่ง โดยพิจารณาจากที่ตั้ง และแหล่งพลังงานของเว็บไซต์เหล่านั้น แอปเปิ้ลเป็นปรามาจารย์ด้านการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ และในขณะที่เราพิศวงกับความเฉียบเนี้ยบของ การออกแบบไร้มลพิษ ของไอแพด เราต้องคิดว่าทั้งหมดนี้นำไปสู่อะไร และผู้ท่องอินเตอร์เน็ตที่เป็นคนดีทุกคนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งแวดล้อมของเราจะยังคงสะอาดและมีสีเขียว
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการวิจัยภาคอุตสาหกรรม และแสดงให้เห็นว่าด้วยอัตราการเติบโตในปัจจุบัน ศูนย์ข้อมูล และเครือข่ายโทรคมนาคม จะใช้ไฟฟ้าประมาณ 1,963 พันล้าน กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2563 ซึ่งมากกว่า 3 เท่าของการบริโภคไฟฟ้าของมันในปัจจุบัน และมากกว่าการบริโภคไฟฟ้าในปัจจุบันของฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา และ บราซิลรวมกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม รายงานแสดงให้เห็นว่าภาคไอทีสามารถหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศได้ โดยหันมาเป็นพลังในการปฏิรูป โดยสนับสนุนวิธีแก้ปัญหาที่เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

ดาวน์โหลดรายงานในรูปแบบ PDF
ในขณะที่อินเตอร์เน็ตเติบโตขึ้นเป็นแพลทฟอร์ม ซึ่งหมายถึงเป็นที่ๆ มีการกระทำการสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเป็นที่เก็บข้อมูล อุตสาหกรรมไอทีก็จะกระหายพลังงานเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพเป็นประเด็นร้อนในภาคไอที แต่การเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีแก้ปัญหาเท่านั้น อุตสาหกรรมไอทีจำเป็นต้องรับผิดชอบว่าซื้อพลังงานมาจากที่ใดตั้งแต่เริ่มแรก หรือพูดง่ายๆ คือ กลุ่มเมฆปฏิบัติการโดยใช้ถ่านหิน หรือพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
บริษัทไอที เช่น ไมโครซอฟท์ กูเกิ้ล และ ไอบีเอ็ม ปัจจุบันอยู่ในฐานะที่มีอำนาจในระดับท้องถิ่น ประเทศ และ นานาประเทศ พวกเขาสามารถ ใช้อิทธิพลนั้นในการส่งเสริมนโยบาย ที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างรับผิดชอบ โดยไร้การเติมเชื้อเพลิงให้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ยกตัวอย่างเช่น Facebook เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จะสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในเมืองพรีนวิลล์ รัฐโอเรกอน ซึ่งจะปฏิบัติการโดยพลังถ่านหินเป็นหลัก
การเลือก PacifiCorp ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานที่จัดหาแหล่งพลังงานส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน ทำให้ Facebook พลาดโอกาสในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แต่กลับเสริมกำลังให้กับเงื้อมมือของอุตสาหกรรมถ่านหินที่คว้าสายส่งไฟฟ้าแห่งสหรัฐอเมริกาเอาไว้
สมาชิกของ Facebook ไม่ได้นิ่งดูดาย มากกว่า 370,000 คน ได้สมัครสมาชิกกลุ่ม ในไม่กี่สัปดาห์หลัง Facebook ประกาศเรื่องดังกล่าว เพื่อเรียกร้องให้บริษัทเลิกใช้ถ่านหิน และเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ
ภาคไอทีมีความสามารถในการช่วยเราต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสร้างนวัตกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงาน เทคโนโลยีที่เอื้อให้การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ มีสายส่งไฟฟ้าอันชาญฉลาด อาคารที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และ ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เป็นกุญแจไปสู่การลดมลพิษการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เพราะการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆกำลังขยายตัวในปัจจุบัน อุตสาหกรรมไอทีจำเป็นต้องควบคุมรอยเท้าคาร์บอนของตนเองไว้ให้ได้ด้วย
เราเรียกร้องให้ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมไอทีใช้พลังอำนาจไปในทางที่ถูก นั่นคือสนับสนุนให้นโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกต่อการเข้าถึงสายส่งไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ นอกจากนี้บริษัทด้านไอที ควรสนับสนุนนโยบายสภาพภูมิอากาศและพลังงานทั่วทั้งขอบเขตเศรษฐกิจของทั่วโลก ที่จะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่จุดสูงสุดภายในปี 2558
โปรดช่วยเรากระตุ้นให้ผู้สร้างนวัตกรรมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21 มองผ่านกลุ่มเมฆ โดยมองผ่านการลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงเพียงเท่านั้น ทะลุไปสู่การปฏิวัติพลังงาน ที่ตั้งอยู่บนแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
ลงมือทำ
เป็นสมาชิกกลุ่มใน Facebook ของเรา และช่วยผลักดันให้ Facebook เลิกนิสัยใช้ถ่านหิน และเปลี่ยนเป็นสีเขียว
บริจาคให้กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
งานรณรงค์ทุกชิ้นใช้เงินทุนจากบุคคลทั่วไปเช่นคุณ โปรดบริจาคเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยให้เรารักษาแรงกดดันบริษัทต่างๆ ที่ปฏิบัติได้ดีกว่านี้