นกตัวชุ่มน้ำมัน หลังเกิดพายุเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2550 ในทะเลดำ ซึ่งทำให้เรือหลายลำจมลงและเสียหาย ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้น้ำมันประมาณ 2,000 ตันรั่วไหลลงสู่ทะเลดำ
รายงานจากที่เกิดเหตุ
พายุเมื่อวันอาทิตย์ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียที่ชื่อ
วอลโกเนฟ-139 (Volgoneft-139) แตกเป็น 2 ส่วน นอกท่าเรือเมืองเคิร์ช
ประเทศยูเครน ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างน้อยถึง 1,300
ตันไหลลงสู่ทะเล เจ้าหน้าที่รัสเซียบรรยายเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็น
"หายนะทางสิ่งแวดล้อม"
พายุลูกเดียวกันในช่องแคบระหว่างทะเลดำและทะเลอาซอฟได้ทำให้เรือบรรทุกสินค้าอย่างน้อย
4 ลำจมลง โดย 3 ลำได้บรรทุกกำมะถัน และอีกลำบรรทุกเศษโลหะ
ทะเลที่คลื่นแรงจากพายุได้ทำให้ตัวเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำหนึ่งแตกออก
แต่เรือไม่จม
จนถึงขณะนี้แนวชายฝั่ง 30 กิโลเมตรเต็มไปด้วยมลพิษจากน้ำมัน
แต่น้ำมันยังขึ้นมาบนฝั่งไม่หมด
สื่อรายงานว่าเรือวอลโกเนฟ-139 ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันที่จมลง
ได้เดินทางออกจากท่าเรืออาซอฟของรัสเซีย และทิ้งสมอนอกเมืองเคิร์ชใน
สาธารณรัฐอิสระครีเมีย ทางตะวันออกของยูเครนเพื่อลอยลำรออากาศสงบ
จากนั้นคลื่นสูงได้ทำให้ท้ายเรือแตกที่เวลาประมาณ 04.45 น.
ในวันอาทิตย์
เรือบรรทุกน้ำมันที่สร้างขึ้นในพ.ศ. 2522
และออกแบบมาเพื่อให้บริการในประเทศและตามชายฝั่งเป็นหลัก
กำลังบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด 4,000 ตัน ในขณะที่พายุโจมตี
ซึ่งพายุนี้ทำให้ไฟฟ้าในครีเมียดับเป็นบริเวณกว้าง
อันตรายจากน้ำมันรั่วไหล
น้ำมันที่รั่วไหลมีผลกระทบอย่างทันทีและเห็นได้ชัดต่อสัตว์ซึ่งอาศัยบนพื้นผิวทะเล
เช่น นก แมวน้ำ และปลาโลมา
โดยเฉพาะนกซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและร้ายแรงที่สุด
น้ำมันเป็นอันตรายโดยเฉพาะต่อสัตว์ทะเล โดยทำลายอวัยวะหายใจ
เป็นพิษต่อร่างกายโดยไหลเข้าทางปาก
และทำให้ขนไม่สามารถกรองวัตถุที่ลอยน้ำได้
น้ำมันสามารถปนเปื้อนเหงือกปลา ซึ่งนำไปสู่การขาดอากาศหายใจ
มลพิษที่ก้นทะเลทำลายแหล่งวางไข่
เป็นผลให้หยุดยั้งการวางไข่และการสืบพันธุ์ของปลา
ในขณะนี้ซึ่งเป็นฤดูการอพยพ
ทำให้เหตุการณ์นี้มีผลต่อนกอพยพอย่างมาก และเมื่อน้ำมันขึ้นฝั่ง
ก็จะมีผลกระทบต่อชุมชนใกล้ชายฝั่งและตามแนวชายฝั่ง
และมีผลกระทบต่อพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนน้ำตื้นต่างๆ
จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลอื่นๆ ทั่วโลก
แสดงให้เห็นว่าผลกระทบอาจเกิดขึ้นในระยะยาวขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมัน
เทคนิคที่ใช้ในลดปริมาณน้ำมัน และชนิดของระบบนิเวศน์ที่ได้รับผลกระทบ
หนึ่งในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันเอ็กซอน
วาลเดซแล่นเกยตื้นในช่องแคบ Prince William Sound
รัฐอลาสก้าในเดือนมีนาคม 2532
น้ำมันปริมาณหนึ่งที่รั่วไหลนั้นสามารถถูกพบ 15
ปีหลังจากนั้นบนชายหาดของ Prince William Sound
หลังการรั่วไหล
เมื่อน้ำมันไหลสู่ทะเล ส่วนหนึ่งระเหย (ส่วนน้อย)
โดยเฉพาะในอากาศร้อน อีกส่วนหนึ่งจมลง (ส่วนมาก)
และทีเหลือแผ่ขยายไปทั่วพื้นผิวน้ำ
น้ำมันส่วนน้อยและส่วนมากนั้นไม่สามารถจัดการได้
โดยปกติจะใช้ทุ่นกักเก็บคราบน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันแผ่ขยายไปบนพื้นผิวทะเลของบริเวณที่นำมันรั่วไหล
จากนั้นจะใช้เครื่องดูดของเหลวเพื่อดูดน้ำมันซึ่งถูกปั๊มเข้าสูู่แท็งก์กักเก็บ
ในกรณีนี้สภาพอากาศที่ไม่ดีทำให้วิธีนี้ไม่มีประสิทธิภาพ
หรือแม้แต่ในสภาพอากาศที่ดีเยี่ยมและมีอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ในทันที
แต่น้ำมันที่รั่วไหลน้อยกว่า 15-20%
เท่านั้นที่จะลดปริมาณในวิธีนี้
เมื่อน้ำมันถูกพัดขึ้นฝั่ง
จะมีการใช้เทคนิคการกำจัดน้ำมันแบบใช้เครื่องจักรหลายวิธี
ตั้งแต่การล้างหิน การทำให้หินแตก การกำจัดตะกอนที่พื้นผิว
และสำหรับบางชายฝั่งใช้วิธีทำให้น้ำไหลทะลักออก
แต่เทคนิคการทำความสะอาดบางอย่างอาจนำไปสู่ความเสียหาย
ในพื้นที่ที่บอบบางมากนั้น
เทคนิคการทำความสะอาดที่ใช้กำลังเยอะอาจนำไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงขึ้นอีก
เทคนิคที่จำเป็นต้องใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของชายฝั่ง (หิน กรวด ทราย โคลน
ปะการัง ป่าชายเลน ปากแม่น้ำ และชนิดและความเหนียวแน่นของดิน
ทีมงานขนาดเล็กของเราในที่เกิดเหตุจะยังคงเฝ้าตรวจสอบเหตุการณ์ต่อไป
ในฐานะองค์กร
เรามีความสามารถด้านการประสานงานการเดินทางเพื่อเป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุและผลักดันให้มีการปฏิบัติอย่างทันควัน
แต่ไม่มีกำลังคนหรือความเชี่ยวชาญในการทำงานลดปริมาณน้ำมันในบริเวณกว้าง
การแก้ปัญหาในระยะยาว
มีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยบางอย่างที่ต้องลงมือทำในระยะสั้น
นั่นคือ
การทำความสะอาดควรดำเนินต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่มีเทคโนโลยีที่ใช้ได้
ควรมีการทำตามกฎและข้อบังคับต่างๆ
เรือบรรทุกสินค้าที่มีไว้เพื่อใช้ในประเทศไม่ควรใช้เพื่อการขนส่งทางทะเล
และใครก็ตามที่มีความผิดจากการทำให้น้ำมันรั่วไหลควรรับผิดชอบและอธิบายได้
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วนั้นการรั่วไหลของน้ำมันจะยังเกิดขึ้นต่อไปตราบที่เรายังมีเรือบรรทุกน้ำมัน
(ตัวอย่างการรั่วไหลของน้ำมันในอดีตโปรดดู
ที่นี่
ที่นี่ และ
ที่นี่)
วิธีแก้ปัญหาของเราคือการลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่เป็นมลพิษ เช่น
น้ำมัน ถ่านหิน และนิวเคลียร์ อีกวิธีหนึ่ง คือ
การประกาศให้บางพื้นที่เป็น
เขตสงวนทางทะเล
โดยปกป้องเขตสงวนเหล่านั้นจากการใช้ประโยชน์โดยดึงทรัพยากรออก เช่น
การจับปลาและการขุดเจาะน้ำมัน
และป้องกันไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันเข้าไปยังพื้นที่ที่บอบบางมากที่สุด
เขตสงวนทางทะเล ณ บัดนี้
ร่วมลงชื่อในจดหมายเรียกร้องให้ 40% ของโลกได้รับการปกป้องเป็นเขตสงวนทางทะเล
บริจาค
โปรดบริจาคเพื่อสนับสนุนงานของเรา