บทเรียนเรื่องมลพิษ...สู่การแก้ปัญหาเชิงป้องกัน

เรื่องราว - กุมภาพันธ์ 21, 2557
แม้เราไม่อาจปฏิเสธผลกระทบด้านบวกจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ได้ก่อให้เกิดการขยายตัวเศรษฐกิจ การจ้างงาน และได้นำพาประเทศไทยพัฒนาทัดเทียมได้กับชาติอื่นๆ ได้นั้น แต่ในขณะเดียวกัน การมองผลประโยชน์ดังกล่าวอาจเป็นการมองในระยะสั้นและไม่ใช่ผลประโยชน์ที่เกิดอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เนื่องด้วยปัญหามุมกลับที่การพัฒนาอุตสาหกรรมได้ทำลายทรัพยากรและคุณภาพสิ่งแวดล้อมและแหล่งอาหารของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ในการดำรงชีวิตอย่างไม่สามารถประมาณมูลค่าที่สูญเสียไปได้

ในมิติของการพัฒนาเศษฐกิจและสังคมให้ก้าวไปพร้อมกับความยั่งยืนนั้น ภาพรวมของปัญหาดังกล่าวอาจจะสามารถกล่าวโทษการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเดียวได้ แต่สาเหตุหลักที่สำคัญนั้นเกิดจากการขาดการจัดการด้านมลพิษในเชิงป้องกัน และขาดการเลือกประเภทอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับทรัพยากรและวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่และความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมนั้นเอง อุตสาหกรรมสกปรกเกือบร้อยทั้งร้อยจะมีการใช้สารเคมีอันตรายที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต  และเมื่อมีการใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิตแล้ว สารเคมีอันตรายดังกล่าวก็ย่อมถูกปล่อยทิ้งออกมาในรูปของกากของเสียที่อาจปนมากับน้ำทิ้ง ปล่องควัน และขยะของเสีย เมื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ย่อมมีของเสียออกมามากขึ้นและต้องใช้สถานที่กำจัดมากขึ้นตามลำดับ สอดคล้องกับสถิติปริมาณมลพิษและปริมาณขยะและกากของเสียอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องทุกปี 

ในอดีตหากไม่เป็นเพราะรัฐไม่มีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามของสารเคมีอันตรายที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็อาจเป็นเพราะรัฐบาลเลือกที่จะเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่ได้ทำให้ปัญหาสะสมจนยากที่จะแก้ไขมาถึงทุกวันนี้  การที่อุตสาหกรรมสามารถก่อมลพิษเพื่อแสวงหากำไรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม  ซึ่งเป็นผลมาจากแนวคิดของผู้ประกอบการที่ต้องการ “ลดต้นทุน” และเป็นทางเลือกระยะสั้นที่มี “ราคาถูก” และขาดการรับผิดชอบ ซ้ำร้ายการเรียกร้องเงินชดเชยอย่างครบถ้วนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมจากผู้มีส่วนรับผิดชอบในการก่อมลพิษนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย 

มองย้อนกลับไปถึงบทเรียนจากประเทศในซีกโลกเหนือที่พัฒนาแล้ว สามารถบ่งชี้ว่าการแก้ปัญหาที่ปลายทางหลังจากการปล่อยให้มีการปนเปื้อนถาวรหรือปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมหรือแหล่งน้ำอย่างยาวนานนั้น เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูงและบางกรณีก็ไม่สามารถจัดการได้เลย สุดท้ายสารเคมีอันตรายต่างๆก็ยังคงตกค้างในสิ่งแวดล้อมต่อไป ดังเช่น

ภาพในอดีต บ่อฝังกลบขยะอันตรายบอนโฟล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Image copyright: Quotidien Jurassien.

กรณีของ“บ่อฝังกลบขยะพิษในสวิตเซอร์แลนด์” เป็นตัวอย่างของการดำเนินการขจัดสารพิษที่มีค่าใช้จ่ายที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการมองผลประโยชน์ระยะสั้นของบริษัทผู้ผลิตยาและสารเคมีในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในเขตบาเซิลได้ก่อให้เกิดมลพิษในน้ำใต้ดินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว โดยมีบริษัทโนวาร์ทิส(Novartis)  บริษัทโรช(Roche) บริษัทซินเจนตา (Syngenta) และบริษัทซีบา(Ciba) (ปัจจุบันคือบริษัทBASF) เป็นจำเลย ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้กำลังเผชิญกับ “ตราบาปที่ตนก่อไว้ในอดีต” ส่งผลกระทบด้านลบต่อชื่อเสียงของบริษัทและต้องใช้เวลา และเงินจำนวนหลายร้อยล้านยูโรในการทำรายงานการตรวจสอบและดำเนินการจัดการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นให้กลับมาเป็นเช่นเดิม[1] เช่นเดียวกับ

ในกรณีของแม่น้ำฮัดสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริกส์จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขจัดการปนเปื้อนเป็นจำนวนมหาศาลนับล้านล้านดอลลาร์ Image copyright: US NOAA DARRP.

กรณี “แม่น้ำฮัดสัน” ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รัฐนิวยอร์กใช้เป็นที่ระบายน้ำเสียในอดีต และบริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริก (General Electric) ได้ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารโพลีคลอรีเนท ไบฟีนิล หรือ พีซีบี (polychlorinated biphenyls-PCBs) ซึ่งที่มีสารเคมีอันตรายรุนแรง(และมีการห้ามใช้ในปัจจุบัน) และสารเคมีอีกหลายชนิด จนมีการตรวจพบว่าได้ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในแม่น้ำดังกล่าวเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรทั้งในระบบนิเวศและสัตว์ในบริเวณรอบข้าง แม้ว่าได้มีการห้ามปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำแล้วกว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันแม่น้ำฮัดสันและบริเวณโดยรอบก็ยังคงมีสารมลพิษสะสมอยู่อย่างมากมาย และแม้มีการบังคับใช้แผนฟื้นฟูแม่น้ำ แต่ก็ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมากและต้องใช้เวลายาวนาน รวมทั้งอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ไขความรุนแรงของปัญหาหรือจัดการกับต้นตอของมลพิษได้เลย

กรณีของการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายในตะกอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำดัตช์ ซึ่งผู้ที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการชำระการปนเปื้อนก็คือประชาชนผู้เสียภาษี์ Image copyright: NASA Goddard photo and video (Under CC license).

กรณี “การปนเปื้อนสารพิษในตะกอนบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในประเทศเนเธอร์แลนด์” เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่เราต้องเผชิญในการกำจัดสารเคมีอันตรายให้หมดไปจากแม่น้ำ และได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับขยะอันตรายที่เกิดจากกระบวนการกำจัดสารพิษที่จะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในภายหลัง และประชาชนผู้เสียภาษีกลับต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นในการกำจัดโลหะหนักและสารมลพิษประเภทอินทรีย์ที่ปล่อยลงสู่แม่น้ำไรน์ แม่น้ำเชลท์ และ แม่น้ำมิวส์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มแก่ประชากรหลายล้านคนนั้น ซึ่งเกิดจากความไม่ใส่ใจของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนั่นเอง และกรณี “แม่น้ำเคมโก สตราซกี (Chemko Strážske) และแม่น้ำลาโบเรค (Laborec) ในประเทศสโลวาเกีย” ได้สะท้อนให้เห็นถึงผลอันร้ายแรงจากการเพิกเฉยต่อการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย โพลีคลอรีเนท ไบฟีนอล หรือพีซีบี (polychlorinated biphenyls-PCBs) ที่ไม่ย่อยสลาย สะสมและคงทนในสิ่งแวดล้อม สารเคมีนี้ได้ส่งผลกระทบไปหลายร้อยกิโลเมตรตามแนวแม่น้ำ กลายเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีมลพิษสูงที่สุดในทวีปยุโรป ไม่สามารถจัดการกับมลพิษกลับได้ ส่งผลให้ประชากรท้องถิ่นยังคงได้รับสารเคมีอันตราย

ในประเทศไทย ปัญหามลพิษเป็นเสมือนของคู่กันกับการพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดมานับกึ่งทศวรรษ โดยเฉพาะในระยะสิบปีที่ผ่านมา สถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยเริ่มไม่สู่ดี การปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำและดินเริ่มมีการตรวจพบบ่อยครั้งขึ้น นอกเหนือจากการลักลอบปล่อยน้ำเสียและควันพิษจากโรงงานโดยตรงแล้ว ปัญหาการกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างผิดกฏหมายกำลังเป็นปัญหาที่รุนแรงและเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นการรู้เห็นเป็นใจจากโรงงานต้นกำเนิดของเสียเอง และยังคงดำเนินไปอย่างไม่มีจุดจบ ยังไม่มีการเปิดโปงขบวนการผู้กระทำผิดและสิ่งสำคัญคือการยังไม่มีข้อเสนอนโยบายและมาตราการเชิงรุกที่จะสามารถนำมาใช้ป้องกันเหตุในอนาคตได้มีเพียงแต่มาตรการการจัดการปัญหาที่ปลายทางจากหน่วยงานที่รับผิดชอบซึ่งเป็นเพียงนโยบายกระดาษเท่านั้น

สิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์และเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรและเรียกร้องความชอบธรรมจึงเป็นสิทธิที่พึ่งได้เช่นกัน หลายครั้งการลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมักถูกข่มขู่คุกคามและทำร้ายจากกลุ่มอิทธิพลที่ได้ประโยชน์จากโครงการอุตสาหกรรม หรือถูกสังคมเมืองหรือกระแสโลกาภิวัตน์มองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการขัดขวางความเจริญของประเทศ โดยนักพัฒนาอุตสาหกรรมต่างสร้างมายาคติให้มีการยอมรับในสังคมว่าการพัฒนาประเทศอาจจะต้องมีการเสียสละของชุมชนและการทำลายสิ่งแวดล้อมบ้าง ซึ่งเป็นความคิดที่อันตรายและจะเป็นการบั่นทอนต่อการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน เกิดการเอาเปรียบ และความล่มสลายของระบบนิเวศและชุมชน 

การแก้ไขต้องเริ่มจากความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมซึ่งต้องถือเป็นหลักสำคัญ และรัฐบาลควรต้องให้ความสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างจริงจัง โดย “มาตรการเชิงป้องกัน” ควรเป็นมาตรการหลักที่ต้องนำมาปฏิบัติ เช่น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด การลดและมุ่งสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายตั้งแต่ต้นทาง และความโปร่งใสด้านการรายงานข้อมูลสิ่งแวดล้อม ทั้งการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษอุตสาหกรรมสู่สิ่งแวดล้อม การนำระบบติดตามข้อมูลการขนส่งของเสียอันตรายมาใช้อย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และการตรวจสอบโรงงานรับกําจัดและบําบัดกากอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องมีการนำเครื่องมือนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อลดมลพิษ หรือหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เช่น ภาษีจากการปล่อยมลพิษและกากของเสีย และมาตรการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับผู้ที่ปฏิบัติด้านการลดมลพิษ เป็นต้น รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทําผิดทั้งทางแพ่งและอาญาแก่ผู้ที่กระทําผิดกฏหมาย สำหรับชุมชนผู้ได้รับผลกระทบนั้น ภาครัฐควรต้องให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการสนับสนุนทุนด้านการเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน  และให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบจ่ายในการฟื้นฟูให้กลับมาใช้ได้ดังเดิม หากภาครัฐมีแผนการจัดการที่ชัดเจนและสามารถควบคุมให้ภาคเอกชนดำเนินงานตามกระบวนการที่ถูกต้องและมีการติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัดโดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาและเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้แล้วนั้น การละเมิดสิทธิชุมชนและปัญหามลพิษก็จะไม่เกิดขึ้นเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศอีกต่อไป

ประชาชนยังคงต้องหวังไปอีกนานหากภาครัฐยังคงขาดความจริงจังเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา และไม่นำผลประโยชน์ประชาชนและการรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้งสูงสุด ความหวังอนาคตปลอดมลพิษของประเทศไทยที่ยังคงฝากไว้ในมือของทุกท่าน ทั้งรัฐบาล ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้มีสิทธิในการเรียกร้องความชอบธรรมในการอาศัยดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยมาร่วมกันสร้างอนาคตปลอดมลพิษ และปกป้องแผ่นดินเกิดและแหล่งอาหารเพื่อรักษาไว้ให้กับลูกหลานของเราต่อไป  สิ่งที่ทุกคนต้องร่วมคิด ร่วมตั้งคำถามคือ “มันคุ้มหรือที่คนไทยต้องแลกความมั่งคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหาร” ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม 

ทุกคนต่างไม่ขัดขวาง การพัฒนา แต่คำว่า พัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การพัฒนาที่มีวิธีคิดแบบเอาเงินและ GDP เป็นตัวตั้ง การพัฒนาที่สร้างผลกระทบ การพัฒนาที่บิดเบือนข้อมูล การพัฒนาที่เอาความโลภ สร้างกำไรให้กับคนเฉพาะกลุ่มนั้น ย่อมเป็นทางสู่ความเสื่อม ความไม่เท่าเทียม และจึงเรียกได้ว่าขัดแย้งกับคำว่า พัฒนา และนี้คือทางสองแพร่ง ที่เราจะเลือกการ พัฒนาของเราไปทิศทางใด

ร่วมล้างสารพิษออกจากแหล่งน้ำของเรากับกรีนพีซ 

 


[1] รายงานผลลัพธ์ที่ซ้อนเร้น , กรีนพีซสากล, 2556

http://www.greenpeace.org/seasia/th/Global/seasia/report/2011/hidden-consequences.pdf

หมวด