เรื่องราว - กรกฎาคม 11, 2553
9 กรกฎาคม 2553
สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย
600-602 ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ 10400
โทร: (02) 252-3135-40, 254-2563-4, 252-3180
เรียน นายโมฮัมหมัด ฮัตตา เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย
กรีนพีซและชุมชนต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินยื่นจดหมายให้แก่นายซัวกานา พริงกานุ เลขานุการเอกแห่งสถานฑูตอินโดนีเซียในประเทศไทย กรณีการกักตัวเจ้าหน้าที่กรีนพีซและนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม 12 คน ณ เมืองเชอริบอน ประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างการจัดงานแถลงข่าวเรื่องยุติถ่านหินในเอเชีย
ในนามของกลุ่มองค์กรภาคประชาชนตามรายชื่อท้ายจดหมายนี้
เราปรารถนาที่จะแจ้งถึงประเด็นเกี่ยวข้องกับการจับกุม
กักตัวและตั้งข้อหานักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมซึ่งประกอบด้วยผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ของกรีนพีซรวม
12 คน ในเมืองเชอริบอน ประเทศอินโดนีเซีย
พวกเราเดินทางไปยังเมืองเชอริบอนเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์กับชุมชนท้องถิ่น
เกี่ยวกับชีวิตที่ตกอยู่ภายใต้ผลกระทบอันร้ายแรงจากเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหิน
และเรียนรู้บทเรียนซึ่งกันและกันว่าจะทำงานรณรงค์อย่างไรเพื่อทำให้เกิดทางออกของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
แต่นักกิจกรรมทั้ง 12
คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวในขณะที่เข้าร่วมการแถลงข่าวที่จัดขึ้นโดยชุมชนท้องถิ่นเพื่อที่จะเสนอคำประกาศต่อต้านการขยายโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในเอเชีย
เจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้กักกันตัวนักกิจกรรมนานกว่า
40 ชั่วโมง และทำการสอบสวนนักกิจกรรมโดยที่ยังมิได้ตั้งข้อหาใดๆ
และใช้ข้ออ้างที่เลื่อนลอยว่า
นักกิจกรรมทั้งหมดนี้ก่อความไม่มั่นคงทางสังคม
ต่อมามีการตั้งข้อหาว่านักกิจกรรมทั้ง 12 คนได้ละเมิดมาตรา 42
ในกฎหมายคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียซึ่งระบุว่า
"สามารถใช้กฎหมายต่อชาวต่างชาติในอินโดนีเซียซึ่งดำเนินกิจกรรมที่เป็นอันตราย
หรือ บุคคลใดๆ
ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระเบียบและความมั่นคงทางสังคม หรือ บุคคลใด
ๆ ที่ละเมิดหรือละเลยต่อกฎหมายที่มีอยู่ดังกล่าว
พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเจ้าเมืองสามารถจำกัด
เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการอนุญาตให้พำนักในประเทศ
ห้ามการพำนักในพื้นที่ที่กำหนดไว้ในประเทศอินโดนีเซีย
และการให้เดินทางออกนอกเขตแดน หรือ
ปฏิเสธการร้องขอที่จะเข้าเขตแดนประเทศอินโดนีเซีย"
ถือเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่ง
หากการรณรงค์เพื่อปกป้องความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมอย่างสันติวิธีต้องกลายเป็นกิจกรรมที่เป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อระเบียบและความมั่นคงทางสังคม
ซึ่งเป็นกลยุทธที่เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งของรัฐบาลอินโดนีเซียใช้เล่นงานนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมทั้ง
12 คน สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงเมื่อพิจารณาว่า
สองเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูโดโยโนแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
ได้ประกาศว่ายินดีที่จะร่วมงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร
โดยเฉพาะในการรณรงค์เรื่องการทำลายป่าและความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศ
แต่การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซียในครั้งนี้ได้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ของผู้นำชุมชนและนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม
การปฏิบัติอย่างไร้เหตุผลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศอินโดนีเซียในฐานะเป็นสังคมประชาธิปไตย
และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากฎหมายกำลังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นต้นเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อม
ถึงแม้ว่าจะมีการปล่อยตัวนักกิจกรรมทั้ง 12 คนในวันที่ 6 กรกฎาคม 2553
ที่ผ่านมา
แต่เราเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัญญานร้ายของการละเมิดหลักการขั้ะนพื้นฐานที่สุดของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุผลที่เรียนมาข้างต้น
เราเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้ทำการกักกันนักกิจกรรมอย่างไร้เหตุผล
และยกเลิกการตั้งข้อหาทั้งหมดต่อผู้นำชุมชนและนักกิจกรรมทั้ง 12 คน
ท้ายที่สุดนี้ แทนที่จะกระทำการมุ่งร้ายใดๆ
รัฐบาลอินโดนีเซียต้องปกป้องผู้นำชุมชนและนักกิจกรรมที่ทำงานอุทิศตนเองเพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตที่ปลอดภัย
มีสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนของทุกคน
ขอแสดงความนับถือ,
สุทธิ อัชฌาสัย - เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
เอื้องฟ้า ช้ำเกตุ -
เครือข่ายประชาชนติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน
จังหวัดฉะเชิงเทรา
มะลิวัลย์ นาควิโรจน์ - เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ
ทันตแพทย์ศุภผล เอี่ยมเมธาวี -สมัชชาประชาชนอิสาน
และเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่
สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล -
เครือข่ายพันธมิตรสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์
เพ็ญโฉม ตั้ง - มูลนิธิบูรณะนิเวศ
ศยามล ไกรยูรวงศ์ - โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา
เครือข่ายพลังงานสีเขียว อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้