หน้าปกหนังสือต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย
ถึงแม้ว่า ภาคประชาสังคมไทยจะมีประเด็นคำถามต่อทำเลที่ตั้ง
ต้นทุนอันมหาศาล
และความล่าช้าในการก่อสร้างของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งมีตัวอย่างที่เกิดขึ้นทั่วโลก
รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ดร.ปิยะสวัสดิ์ อมรนันท์
ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยนำเสนอแผนการดำเนินงานต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้พิจารณาอนุมัติในวันนี้
ธารา บัวคำศรี
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า
"เป็นข้อพิสูจน์ทั่วโลกหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า จริงๆ แล้ว
พลังงานนิวเคลียร์เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเบี่ยงเบนออกจากการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่แท้จริง
นอกจากจะใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจซึ่งไม่เพียงเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว
พลังงานนิวเคลียร์ยังมิได้ตอบสนองต่อวิกฤตด้านพลังงานที่มีการคาดการณ์อีกด้วย
รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานควรพิจารณาอย่างจริงจังให้มากกว่านี้ถึงทางเลือกที่สะอาดและปลอดภัยในการผลิตไฟฟ้า
โดยเฉพาะจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่มีลักษณะกระจายศูนย์ซึ่งมาจากแหล่งธรรมชาติอันได้แก่
ลม แสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น
นอกเหนือจากความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น
กรณีเชอร์โนบิล
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของพลังงานนิวเคลียร์คือกากกัมมันตภาพรังสีปริมาณนับพันตันที่เราจะต้องอยู่กับมันในอนาคต
กรีนพีซขอเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทำการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า
PDP 2007 โดยทันที
โดยเน้นไปที่การศึกษาและพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานเท่านั้น
หากยังเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คนไทยทุกคน
ในวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา
มูลนิธินโยบายสุขภาวะและกรีนพีซได้เปิดตัวหนังสือ
"โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ"
เพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง
รวมทั้งทางเลือกที่เป็นไปได้ของสังคมไทยในกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้านมากขึ้น
อันเป็นเงื่อนไขของการตัดสินใจร่วมกันของสังคม
หนังสือ"โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ : อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ"
ระบุชัดเจนว่า
สังคมไทยมีทางเลือกและไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
โดยมีองค์ประกอบ 2 แนวทางหลักคือ 1)
การลดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากที่คาดการณ์ไว้ลงร้อยละ 20
และการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในระบบกระจายศูนย์ขึ้นเป็นร้อยละ 20
ภายในปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ.2563)
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP2007 แล้ว
จะเห็นว่าทางเลือก 20:20 ภายในปี 2020
สามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ลงได้อย่างมาก
เนื่องจากการจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า (ประมาณ 6,992 เมกะวัตต์)
เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าลงร้อยละ 20
ทำให้โดยรวมแล้วสามารถลดกำลังการผลิตที่จะต้องติดตั้งใหม่ในช่วงปี
พ.ศ. 2554-2564 ลงได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกัน
โรงไฟฟ้าใหม่ที่จะสร้างก็จะเน้นโรงไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์มากขึ้น
โดยจะสร้างโรงไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์เพิ่มขึ้นจาก 1,700 เมกะวัตต์
ขึ้นเป็น 6,400 เมกะวัตต์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน
2,800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4,000 เมกะวัตต์
และลดการนำเข้าจากต่างประเทศลงจาก 5,090 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 2,143
เมกะวัตต์ และลดการสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลงจาก 18,200
เมกะวัตต์เหลือเพียง 8,400 เมกะวัตต์ ผลลัพธ์จากทางเลือกดังกล่าว
ทำให้ประเทศไทยสามารถประหยัดค่าลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
240,000 ล้านบาท ลดค่าลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลงได้ 153,000
ล้านบาท ลดค่าลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติลงได้ 184,000 ล้านบาท
รวมกันประหยัดค่าลงทุนลงได้เกือบ 600,000 ล้านบาท
นอกจากนั้นยังประหยัดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้เกือบ 80,000 ล้านบาท/ปี
ในปีค.ศ. 2020 และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 50
ล้านตันต่อปี
รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ:
-ธารา บัวคำศรี
ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 138/1 อาคารทอง ถนนสุทธิสาร พญาไท
กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 23571921 มือถือ 089 4769977
-เดชรัต สุขกำเนิด มูลนิธินโยบายสุขภาวะ 126/146 สถาบันบำราศนราดูร
อาคารวิทยาลัยพยาบาล ชั้น 4 ต. ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทร.
0 29510616
- วิริยา กิ่งวัชระพงศ์ ผู้ประสานงานสื่อมวลชน
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โทร 08 9487 0678
หนังสือ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: อย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ" (ไฟล์ PDF)

ร่วมบริจาค
เราไม่รับเงินบริจาคจากรัฐบาลหรือบริษัท และการเป็นอิสระทางการเงินนี้เองที่ทำให้เราสามารถกดดันทั้ง 2 ฝ่าย เราพึ่งพาประชาชนกว่า 2 ล้านคนทั่วโลกผู้ซึ่งบริจาคเงินให้เราตามกำลังความสามารถ โปรดสนับสนุนเรา