“องค์การอาหารแห่งชาติฟิลิปปินส์ (NFA) ต้องกักกันสินค้าข้าวเหล่านี้ไว้
และดำเนินการทดสอบอย่างเข้มงวดตามพิธีสารของสหภาพยุโรปฉบับต่างๆ
ก่อนที่จะถูกจำหน่ายออกสู่ประชาชน
กระบวนการทดสอบจีเอ็มโอของสหรัฐอเมริกาและฟิลิปปินส์ยังขาดความน่าเชื่อถือ
อย่างมาก” แดเนียล เอ็ม โอคามโป ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
“ข้าวจีเอ็มโอไม่ได้รับการทดสอบว่าปลอดภัยสำหรับการบริโภคของมนุษย์
ดังนั้นจึงไม่ควรได้รับอนุญาตให้ขนส่งเข้าประเทศ”
กระบวนการทดสอบจีเอ็มโอของ NFA และสหรัฐ กำหนดให้มีตัวอย่างอาหารจีเอ็มโอ 100 กรัม
จากทั้งหมด 50,000 ตัน ซึ่งเท่ากับเมล็ดข้าวราว 1 เม็ด จากทั้งหมด 500
ล้านเม็ด ที่ได้รับการทดสอบ ในทางตรงกันข้าม
สหภาพยุโรปกำหนดให้มีตัวอย่างจีเอ็มโอต่ำสุด 2.5 กิโลกรัม สำหรับการทดสอบ
ซึ่งทำให้ตรวจพบเมล็ดข้าวจีเอ็มโอได้ง่ายขึ้น
ใน
พ.ศ. 2550-2551 การขนส่งข้าวจากสหรัฐ 23 ครั้ง
ที่ได้รับอนุญาตจากองค์กรต่างๆ ในสหรัฐ ถูกห้ามขนส่งเข้าสหภาพยุโรป
เนื่องจากปนเปื้อนจีเอ็มโอ นอกจากนี้ ในพ.ศ. 2549
กรีนพีซได้เปิดเผยว่าพบข้าวจากสหรัฐปนเปื้อนจีเอ็มโอ (ข้าวพันธุ์ LL601
ที่ต้านทานยากำจัดวัชพืชของบริษัทไบเออร์) ที่ซูเปอร์มาเก็ตต่างๆ
ในกรุงมะนิลา เหตุการณ์นี้ทำให้ NFA โต้ตอบทันที
โดยการออกกฎหมายกำหนดให้ข้าวที่นำเข้าปราศจากจีเอ็มโอ
ทำให้ยุติการนำเข้าข้าวจากสหรัฐตั้งแต่พ.ศ. 2549 บริษัท Purefeeds
ซี่งเป็นผู้จัดจำหน่ายข้าวปนเปื้อนจีเอ็มโอจากสหรัฐ
ต้องเรียกคืนสินค้าข้าวที่เหลืออยู่ทั้งหมดจากชั้นวางสินค้าในร้านค้าต่างๆ
และจำหน่ายข้าวจากประเทศไทยแทน
ไบเออร์
ซึ่งเป็นผู้พัฒนาพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอที่ปนเปื้อนไปสู่สินค้าข้าวสหรัฐ
กำลังถูกฟ้องร้องจากเกษตรกรและผู้ค้าข้าวสหรัฐ
ซึ่งสูญเสียรายได้ทั้งหมดประมาณ 35.6 พันล้านบาท ผลกระทบด้านลบต่างๆ
จากข้าวที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอในสหรัฐยังคงอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก
รวมถึงฟิลิปปินส์
“ข้าวเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวฟิลิปปินส์
การนำเข้าข้าวจากสหรัฐส่งผลให้สุขภาพของชาวฟิลิปปินส์ตกอยู่ในอันตรายต่างๆ
ที่ติดมากับจีเอ็มโอ และยังคุกคามสินค้าหลักของเราด้วยการปนเปื้อนจีเอ็มโอ
NFA ควรหยุดจำหน่ายข้าวจีเอ็มโอจากสหรัฐ
จนกว่าจะพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยใดๆ
ได้ว่าข้าวจากสหรัฐปราศจากจีเอ็มโอโดยสิ้นเชิง” โอคามโป กล่าว