Skip navigation.
นายมณเฑียร ทองนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 
ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานรณรงค์เนื่องในสัปดาห์วันคุ้มครองโลก 
และนิทรรศการภาพถ่าย “วิกฤตน้ำ วิกฤตชีวิต” ณ ห้างสรรพสินค้าแปซิฟิกปาร์ค 
ศรีราชา จังหวัดชลบุรี 
และร่วมรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษทางน้ำ 
พร้อมเป็นแม่แรงสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

นายมณเฑียร ทองนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานรณรงค์เนื่องในสัปดาห์วันคุ้มครองโลก และนิทรรศการภาพถ่าย “วิกฤตน้ำ วิกฤตชีวิต” ณ ห้างสรรพสินค้าแปซิฟิกปาร์ค ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และร่วมรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษทางน้ำ พร้อมเป็นแม่แรงสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ขยายภาพ

ชลบุรี, ประเทศไทย — กรีนพีซรณรงค์ประชาชนในภาคตะวันออกให้ตระหนักถึงปัญหา วิกฤตน้ำในพื้นที่ ทวงความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของประชาชน และปกป้องรักษาแหล่งน้ำจากมลพิษ โดยผ่านนิทรรศการภาพถ่าย “วิกฤตน้ำ วิกฤตชีวิต” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาวิกฤตมลพิษทางน้ำในประเทศไทย

นายมณเฑียร ทองนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานรณรงค์เนื่องในสัปดาห์วันคุ้มครองโลก และนิทรรศการภาพถ่าย “วิกฤตน้ำ วิกฤตชีวิต” ณ ห้างสรรพสินค้าแปซิฟิกปาร์ค ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และร่วมรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษทางน้ำ พร้อมเป็นแม่แรงสำคัญขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แก้ไขป้องกันปัญหาวิกฤตน้ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่    

ภาคตะวันออกโดยเฉพาะจังหวัดระยองและชลบุรีเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จึงมีปริมาณความต้องการใช้น้ำสูง(1) แต่ปริมาณแหล่งน้ำสะอาดที่ลดลงหรือคุณภาพน้ำที่แย่ลง ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้ง จะทำให้ปริมาณน้ำที่จะสามารถมาใช้ได้มีน้อยลงจนทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาแย่งชิงน้ำในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน(2) ทั้งนี้ แหล่งน้ำในภาคตะวันออกมีปริมาณคิดเป็นร้อยละ 8.71 ของปริมาณน้ำผิวดินทั้งประเทศ ซึ่งมีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ แต่ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ปีพ.ศ. 2550 ร้อยละ 55 ของแหล่งน้ำทั้งหมดในภาคตะวันออกมีคุณภาพเสื่อมโทรม และพบว่าน้ำที่ผ่านบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมมีคุณภาพเสื่อมโทรมและมีการปนเปื้อนของโลหะหนักที่เป็นพิษมากขึ้น(3)

“ที่ผ่านมา การพัฒนาของภาคตะวันออกเป็นแบบไม่สมดุล(4)  เน้นเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม(5) และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว(6) ยังส่งผลให้เกิดสถานการณ์แย่งชิงน้ำ และทำลายการเกษตร การประมง และแหล่งท่องเที่ยว” นายพลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

กรีนพีซรณรงค์และเสนอทางออกของปัญหามลพิษทางน้ำสำหรับทุกภาคส่วน โดยภาคอุตสาหกรรมควรมีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด นำหลักสิ่งแวดล้อมมาเป็นแนวคิดพื้นฐานสำหรับวางแผนปฏิบัติงาน และทำให้อยู่ในวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรบูรณาการการจัดการปัญหามลพิษทางน้ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เข้ารวมไปกับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางน้ำ ปรับปรุงข้อกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด ส่วนประชาชนควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริโภคแต่พอดี ไม่ทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ และมีส่วนร่วมในการปกป้องแหล่งน้ำจากมลพิษ

“ขณะนี้ปริมาณมลพิษในพื้นที่ภาคตะวันออกมีเกินกว่าศักยภาพที่จะรองรับ ที่สำคัญสถานการณ์ภัยแล้ง ปริมาณความต้องการน้ำที่สูงขึ้น และมลพิษทางน้ำจะทำให้สถานการณ์แย่งชิงน้ำทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การปกป้องรักษาแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัดให้ปลอดจากภัยคุกคามมลพิษ และปรับทิศทางการพัฒนาให้เกิดความสมดุล” นายพลาย กล่าวสรุป

นิทรรศการ “วิกฤตน้ำ วิกฤตชีวิต” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2551 ณ ห้างแปซิฟิกปาร์ค ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และสามารถชมนิทรรศการ on-line ได้ ที่นี่


(1) มีการคาดว่าปริมาณความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในภาคตะวัน ออก อาจทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำถึง 519 ล้านลูกบาศก์เมตร ในปี พ.ศ. 2558 (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2549)
(2) (วิกฤตด้านปริมาณ) เช่น ในปี พ.ศ. 2547- 2548 ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญลดลงต่ำกว่าระดับการกักเก็บต่ำสุด โดยมีสาเหตุจากปริมาณฝนน้อย และปริมาณการใช้น้ำที่สูงขึ้นจากความต้องการของภาคอุตสาหกกรรม และ (วิกฤตด้านคุณภาพ) เช่น งานศึกษาของ เพ็ญโฉมและคณะ (2547) ชี้ให้เห็นว่า แหล่งน้ำตามธรรมชาติในบริเวณ 25 ชุมชนของเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝนหรือน้ำบ่อตื้นล้วนมีการปนเปื้อนและมีคุณภาพต่ำจนไม่เหมาะ กับการนำมาใช้บริโภค
(3) ปีพ.ศ.2543-2547 พบปริมาณสารปรอทเฉลี่ย 0.76 ไมโครกรัมต่อลิตร และในช่วงปี พ.ศ 2547-2551 เพิ่มสูงขึ้นถึง 14.50 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 19.07 เท่า
(4) โครงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดระยองในปีพ.ศ. 2549 มีสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 79 ภาคการค้าและบริการ ร้อยละ 18 และภาคเกษตร ร้อยละ 3 (เดชรัต สุขกำเนิด. 2550. ปมปริศการพัฒนาที่ระยอง)
(5) พื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง ต้องเผชิญปัญหาอากาศเป็นพิษ แหล่งน้ำเสื่อมโทรม และการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม อย่างต่อเนื่องทุกปี ตัวอย่างเช่น
• ปีพ.ศ. 2550 กรมควบคุมมลพิษพบการปนเปื้อนโลหะหนักและสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบ่อบาดาลและบ่อน้ำตื้นในพื้นที่ชุมชนมาบตาพุด ซึ่งบางแห่งมีค่าเกินมาตรฐานของไทย
• ปีพ.ศ. 2550 กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม และ กรีนพีช เผยผลจากการวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศ พบสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ทั้งหมด 20 ชนิด มี 3 ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ ของสหรัฐ ถึง 700 เท่า (ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานครอบคลุม)
• ปีพ.ศ. 2548 กรมควบคุมมลพิษได้สำรวจพบสารประกอบอินทรีย์ระเหยมากกว่า 40 ชนิด เป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิด โดย 19 ชนิดมีค่าเกินระดับการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศของสหรัฐ (ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานครอบคลุม)
(6) อัตราครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษของจังหวัดระยองอยู่ที่ร้อยละ 8.2 โดยค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ร้อยละ 4.7 (UNDP, 2007. Thailand Human Development Report)