หน้า - มกราคม 24, 2552
กรุงเทพฯ, 7 สิงหาคม 2551 - วันนี้อาสาสมัครกรีนพีซส่งข้อความ "อาเซียน ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน" หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัล ในกรุงเทพฯ สถานที่จัดประชุมรัฐมนตรีพลังงา่นอาเซียน (ASEAN Ministers on Energy; AMEM) การรณรงค์ในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น เริ่มด้วยอาสาสมัครกรีนพีซยิงกาวที่พื้นสาธารณะเพื่อติดป้ายลูกศรที่มีข้อความ "ASEAN Lead the Energy [R]evolution" ป้ายลูกศรสีเหลืองเขียวชี้เข้าสู่ทางเข้าสถานที่จัดประชุม เป็นสัญลักษณ์กระตุ้ันเตือนให้รัฐมนตรีพลังงานนานาประเทศแสดงความเป็นผู้นำและเจตจำนงทางการเพื่อทำให้ประเทศไทยมุ่งสู่อนาคตแห่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ปลอดภัย ยั่งยืน และ เลิกการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และเลิกทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนติดกับในวงจรอุบาทว์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานนิวเคลียร์ที่สกปรก อันตราย และ ราคาแพง
นอกจากนี้อาสาสมัครยังถือป้าย "หยุดถ่านหิน" "หยุดนิวเคลียร์" และป้ายที่ 3 คือ "เพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 40% ภายในปี 2563" อาสาสมัครไม่คาดว่าการรณรงค์จะราบรื่นเช่นนี้ โดยมีเวลาติดป้ายอย่างเพียงพอ ไม่มีตำรวจจำนวนมากหรือเจ้าหน้าที่ที่เคร่งเครียด นอกจากนี้คนที่เดินผ่านไปมาก็ตอบรับอย่างดี
อาสาสมัครกรีนพีซรณรงค์หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนทิเนนทัลในกรุงเทพฯ สถานที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (AMEM) โดยใช้ข้อความ "อาเซียน ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงาน" กรีนพีซกระตุ้นให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนแสดงความเป็นผู้นำและเจตจำนงทางการเมือง โดยมีพันธะสู่อนาคตแห่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แทนที่จะทำให้ประเทศสมาชิกติดกับอยู่ในวงจรอุบาทว์แห่งเชื้อเพลิงฟอสซิลและเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่สกปรก อันตราย และ ราคาแพง
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์สูงที่สุดเป็นอันดับที่
3 ของประเทศกำลังพัฒนา รองจากจีนและอินเดีย
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 350% ภายในปี
2593 ซึ่งยอมรับไม่ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้เตือนถึงผลกระทบรุนแรง
หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือกระจกทั่วโลกลงครึ่งหนึ่งภายในกลางศตวรรษ
หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รัฐมนตรีพลังงานของประเทศในกลุ่มอาเซียนบางท่านกำลังผลักดัน
ในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (AMEM) ประจำปี ในกรุงเทพฯ (5-8
สิงหาคม 2551) คือ พลังงานนิวเคลียร์
ประเทศเหล่านี้และรัฐมนตรีของประเทศเหล่านี้กำลังพยายามสาธยายว่า
"ทางเลือกนิวเคลียร์"
เป็นทางออกที่น่าเชื่อถือและเป็นไปได้จริงเพียงอย่างเดียวของเชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างไรก็ดี
แม้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดทั่วโลกจะเพิ่มจำนวนขึ้น 2
เท่า แต่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ลงได้มากที่สุดเพียง 5%
เท่านั้น และจะเกิดขึ้นเป็นเวลานานหลังปี 2563
ซึ่งเป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์จะต้องลดลง
ดังนั้น 5% ถือว่าน้อยมากเหลือเกิน และสายเกินไปอย่างยิ่ง
ที่สำคัญที่สุด
อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ติดมาโดยธรรมชาติ นั่นคือ
กากกัมมันตภาพรังสี และยังไม่ได้จัดการกับภัยเสี่ยงของอุบัติเหตุ
และ/หรือ การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ที่อาจเกิดขึ้น
กรีนพีซเรียกร้องให้อาเซียนดำเนินการให้ผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดร้อยละ
10 ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2553
และตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดร้อยละ 40 ภายในปี 2563
อ่านข่าวฉบับเต็มได้ ที่นี่
ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ครั้งนี้
โดยลงชื่อเรียกร้องการปฏิวัติพลังงานได้
ที่นี่