ความคืบหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 1

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มีนาคม 15, 2554
เช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2554 ตรงกับเวลา 11 นาฬิกาของประเทศญี่ปุ่น (เวลา 4 นาฬิกาของประเทศแถบยุโรป) เกิดการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนขึ้นที่อาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 3 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 1(ไดอิชิ) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเหมือนกับการเกิดระเบิดขึ้นที่อาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 1 ในวันเสาร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ควบคุมรายงานว่า ระบบควบคุมดังกล่าวไม่ได้รับความเสียหายและปริมาณกัมมันตรังสีที่ปล่อยออกมาไม่สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย อย่างไรก็ตามรายงานข่าวแจ้งว่า พบเจ้าหน้าที่ 11 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นผู้แทนของรัฐบาลญี่ปุ่นรายงานว่า ในวันดังกล่าว อาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลักทั้งหมายเลข 1,2, 3 มีความเป็นได้สูงที่จะเกิดการหลอมละลาย

ในช่วงระหว่างวัน อาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 2 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 1(ไดอิชิ) เกิดปัญหาร้ายแรงตามมา เจ้าหน้าที่ควบคุมรายงานว่า แกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ได้โผล่ขึ้นมาทั้งหมด เนื่องจากการขาดน้ำในการหล่อเย็นเป็นเวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงครึ่ง แกนเชื้อเพลิงดังกล่าวซึ่งมีลักษณะเหมือนเครื่องปั่นไฟ โดยการสูบน้ำทะเลเข้ามาหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อจะทำให้ระบบการผลิตที่มีอุณภูมิสูงมากเย็นลงแม้ว่าจะเชื้อเพลิงจะหมดลง อย่างไรก็ตาม ทางญี่ปุ่นยังคงหวั่นวิตกกับความเป็นไปได้ที่จะมีการระเบิดของก๊าซไฮโดรเจนเกิดขึ้นอีก

การปล่อยกัมมันตรังสีเพื่อลดความอุณหภูมิของเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์นั้น ทำให้เกิดการรั่วไหลของกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 1(ไดอิชิ) สู่ชั้นบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อมูลล่าสุดมีการรายงานความคืบหน้าเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกาสามสิบนาทีของวันที่ 13 มีนาคม หลังจากนั้นทางการญี่ปุ่นยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าของระดับกัมมันตรังสี เจ้าหน้าที่ควบคุมกล่าวว่า ระดับกัมมันตรังสี20 microSv/h ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการระเบิดของตัวครอบเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ หลังจากนั้นระดับกัมมันตรังสีดังกล่าวสามารถวัดได้มากกว่า 200 microSv/h ขณะเดียวกันทางกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาซึ่งแล่นเรือห่างจากชายฝั่งที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาระเบิดประมาณ 160 กิโลเมตร รายงานว่าการเพิ่มขึ้นของระดับกัมมันตรังสีทำให้ลูกเรือสามารถได้รับกัมมันตรังสีดังกล่าวเพียงภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง จากช่วงเวลาปกติต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน

หนังสือพิมพ์ช่วงเช้ายืนยันว่า ระบบหล่อเย็นของบ่อน้ำแช่เชื้อเพลิงที่ใช้แล้วยังคงเป็นปัญหาในอาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และไม่สามารถแก้ไขได้ หากแต่ความสมบูรณ์ของเชื้อเพลิงยังคงมีอยู่ สำหรับปัญหาของอาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อื่น วันนี้ทางบริษัทเทปโก้ได้ทำการตรวจสอบปริมาณกัมมันตรังสีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 2 (ไดนิ) พบว่าระบบหล่อเย็นยังคงทำงานได้อยู่ ปริมาณการเพิ่มขึ้นของระดับกัมมันตรังสี จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมาจากอาคารเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 1 (ไดอิชิ)

เมื่อวานนี้ มีการรายงานว่า การรั่วไหลของกัมมันตรังสีระดับสูง สามารถอ่านค่าได้ในพื้นที่ที่ออกไปกว่า 100 กิโลเมตรซึ่งใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอนากาวา แต่สาเหตุของการเกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้มีการระบุถึงชัดเจนว่ามาจากการพัดพากัมมันตรังสีโดยกระแสลมจากการรั่วไหลของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา 1 (ไดอิชิ) หรือเกิดจากการรั่วไหลกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นเอง นอกจากนี้มีการรายงานการเกิดปัญหาการผลิตไฟฟ้าฉุกเฉินของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โตไกซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโตเกียวและฟูกูชิมา จากรายงานล่าสุดพบว่า หนึ่งในสามของระบบผลิตกระแสไฟฟ้าหยุดการทำงาน แต่ระบบหล่อเย็นของแกนเชื้อเพลิงในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยังคงทำงานอยู่ รวมทั้งมีการรายงานการฉีดน้ำกัมมันตรังสีจากระบบหล่อเย็นของบ่อน้ำแช่เชื้อเพลิงที่ใช้แล้วเพื่อทำให้อุณหภูมิของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ลดลง