กรีนพีซเรียกร้องกรมควบคุมมลพิษเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูขจัดสารตะกั่วห้วยคลิตี้ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มกราคม 11, 2556
กรุงเทพฯ วันที่ 11 ม.ค. 2555: กรีนพีซแสดงความยินดีชัยชนะชุมชนคลิตี้ล่างจากการต่อสู้เรียกร้องการสิทธิและการแก้ไขปัญหาจากกรมควบคุมมลพิษที่ยาวนานถึง 9 ปี และพร้อมผลักดันให้กรมควบคุมมลพิษเร่งกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟูสายน้ำคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วมานับสิบปีที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ตะกั่ว ตามคำตัดสินศาลปกครองสูงสุด(1) เมื่อวานนี้

ผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดได้ชี้ว่ากรมควบคุมมลพิษผู้ถูกฟ้องคดี ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดที่บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) ผู้ก่อมลพิษได้ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำ ดิน ตะกอนดิน พืชและสัตว์น้ำ โดยไม่ได้ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและมาตรการในการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามเวลาอันสมควรจนทำให้ชุมชนได้รับผลกระทบและไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้ โดยศาลยังได้สั่งให้กรมควบคุมมลพิษ กำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟู ตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ ๑ ครั้ง จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้จะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานเป็นเวลาอย่างน้อย ๑ ปี  

นายพลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้  กล่าวว่า “ความมุ่งหวังสูงสุดของชุมชนคลิตี้ล่างและประชาชนคือสายน้ำคลิตี้จะได้รับการฟื้นฟูจากการปนเปื้อนสารตะกั่วมากกว่าเพียงการได้รับการชดเชยเป็นตัวเงิน ซึ่งชุมชนได้รอกระบวนการยุติธรรมยาวนานถึง 9 ปี คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นข่าวดีและชัยชนะของทั้งชุมชนคลิตี้ล่างและประชาชนที่ได้เริ่มเห็นหลักประกันในการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการยุติธรรม ผลการตัดสินในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการแก้ปัญหาในพื้นที่ผลกระทบทั่วประเทศที่ภาครัฐจะต้องมีหน้าที่ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและต้องดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดการปนเปื้อนมลพิษ”

“กรณีคลิตี้เป็นบทเรียนให้กับภาครัฐถึงค่าใช้จ่ายมหาศาลในการชดเชยและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจากการล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่และการขาดมาตรการเชิงป้องกัน  จากนี้ไปเราจะคงติดตามแผนการฟื้นฟูต่อไปและที่สำคัญภาครัฐควรติดตามฟ้องเอาผิดกับผู้ก่อมลพิษที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่ออาชกรรมสิ่งแวดล้อมที่ตนก่อขึ้น" นาย พลาย ภิรมย์ กล่าว

นายกำธร  ศรีสุวรรณมาลัย   ชาวบ้านคลิตี้ล่าง กล่าวว่า  “รู้สึกพอใจกับคำพิพากษาดังกล่าวเพราะเป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ชาวบ้านสู้มาตลอดกว่า9 ปี ที่กรมควบคุมมลพิษละเลยล่าช้าในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เป็นความจริง อย่างไรก็ตามยังรู้สึกหวั่นใจกับเรื่องการฟื้นฟูที่ศาลไม่ได้ระบุวันเวลาที่แน่นอน เกรงว่ากรมควบคุมมลพิษจะอ้างการฟื้นฟูโดยธรรมชาติจนกระทั่งไม่มีการฟื้นฟูอีก ซึ่งชาวบ้านคงต้องผลักดันให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นจริงต่อไป” 

“มีคนสงสัยว่าทำไมเราจึงฟ้องเรียกค่าเสียแค่ 700 บาทต่อเดือน  คิดเป็น 25 บาทต่อวัน  เทียบกับค่าอาหารมื้อละ 8  บาท  ผมอยากบอกว่าสำหรับชาวคลิตี้อย่างพวกเราในตอนนั้นถือว่าสูงมาก เพราะตอนที่เรามีลำห้วยคลิตี้เราแทบไม่ต้องซื้ออะไรแทบไม่ต้องใช้เงิน  สำหรับพวกเราในตอนนั้นจึงถือว่าสูงมาก  แต่ล่วงเลยมาถึงวันนี้มันไม่คุ้มแล้วกับความเจ็บป่วยและชีวิตที่รอการตายผ่อนส่งแบบนี้  เพราะฉะนั้นการฟื้นฟูที่รวดเร็วเพื่อให้ลำห้วยคลิตี้สะอาดเหมือนเดิมคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด” นายกำธร กล่าว

นายสุรชัย ตรงงาม  ผู้อำนวยการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  “กรมควบคุมมลพิษควรใช้โอกาสนี้ทบทวนการวางแผนการจัดการทางสิ่งแวดล้อม ด้วยการขยายงาน ขยายคนและภารกิจ เพื่อการจัดการและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะคลิตี้  ซึ่งควรจะทำเป็นต้นแบบในการเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากมลพิษในสังคมไทย และป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”   

วันนี้ทางเครือข่ายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชนได้มีการนัดประชุมเพื่อตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามเรื่องการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เพื่อให้คำพิพากษาเกิดขึ้นจริงต่อไป โดยปัจจุบันการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ยังคงอยู่ในระดับอันตราย  

----------------

Note to Editor

ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษากรณีสารพิษตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้
ระหว่าง
ชาวบ้านคลิตี้ล่าง จำนวน ๒๒ คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ กรมควบคุมมลพิษ (ผู้ถูกฟ้องคดี)
วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ – ๑๐.๑๐ น.
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๗๔๓/๒๕๕๕

 

สรุปคำพิพากษา
เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๑๕ น. ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษากรณีศาลพิษตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ ระหว่างชาวบ้านคลิตี้ล่าง (ผู้ฟ้องคดี) กับ กรมควบคุมมลพิษ (ผู้ถูกฟ้องคดี) โดยศาลได้วินิฉัยประเด็นสำคัญ ๓ ประการ ดังนี้

๑. กรมควบคุมมลพิษละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดล่าช้าเกินสมควรหรือไม่

กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้านการควบคุมมลพิษและกฎหมายอื่นในการจัดทำแผนหรือกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันหรือแก้ไขอันตรายอันเกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษที่มีผลกระทบต่อคุณภาพแหล่งน้ำ แก้ไขอันตรายจากการแพร่กระจายของสารอันตรายโดยจัดทำไว้ล่วงหน้าเพราะเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถเข้าแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงทีไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง โดยเริ่มตั้งแต่การจัดทำแผน ประสานงานปฏิบัติตามแผน และติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน แก้ไขอันตรายจากการแพร่กระจายของมลพิษและสภาวะแวดล้อมเป็นพิษที่มีผลกระทบต่อคุณภาพแหล่งน้ำหรือที่เกิดจากการจัดการสารอันตรายและกากของเสียที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งการประสานการกำหนดเขตควบคุมมลพิษ ตลอดจนดำเนินการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่รับรองสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของตนในท้องถิ่นของตน 

ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยดังต่อไปนี้

(๑) กรมควบคุมมลพิษไม่ได้ดำเนินการจัดทำแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและมาตรการในการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากภาวะมลพิษ อีกทั้งไม่ได้จัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า ดังนั้น ศาลเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

(๒) กรณีที่กรมควบคุมมลพิษปล่อยปละละเลยไม่ประสานและควบคุมตรวจสอบให้มีการปฏิบัติการตามแผนที่กำหนดอย่างทันท่วงทีเป็นเหตุให้สารตะกั่วที่ขุดลอกและวางไว้ข้างลำห้วยกลับแพร่กระจายไปที่ลำห้วยอีกครั้ง ศาลเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

(๓) กรณีที่กรมควบคุมมลพิษได้จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อก่อสร้างเขื่อนดักตะกอนที่ปนเปื้อนสารตะกั่วในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ เป็นเวลาสามปีนับแต่ทราบเหตุ ศาลเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

(๔) กรณีที่กรมควบคุมมลพิษอ้างว่าต้องประสานกับกรมป่าไม้เพื่อขออนุญาตดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติโดยประสานในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๔๒ เป็นเวลาเก้าเดือนนับแต่ทราบเหตุ ศาลเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

(๕) กรณีที่กรมควบคุมมลพิษได้ประเมินค่าเสียหายและประสานไปยังสำนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าใช้จ่ายในการขจัดมลพิษจากบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ก่อมลพิษ ศาลเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว

(๖) กรณีที่กรมควบคุมมลพิษได้มีคำสั่งเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๓ แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ที่ประกอบด้วยผู้แทนจากศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ และมูลนิธิโลกสีเขียว ศาลเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษไม่ละเลยต่อการให้สิทธิบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว

(๗) กรณีที่กรมควบคุมมลพิษได้เสนอถึงแนวทางการฟื้นฟูของบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และถึงผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมทั้ง ได้เสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้ลำห้วยคลิตี้เป็นเขตควบคุมมลพิษ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๔๘ แล้ว แต่การประกาศให้พื้นที่เป็นเขตควบคุมมลพิษเป็นอำนาจเฉพาะของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ศาลจึงเห็นว่ากรมควบคุมมลพิษได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว

๒. หากกรมควบคุมมลพิษละเลยต่อหน้าที่จะถือเป็นการละเมิดต่อชาวบ้านคลิตี้ล่างผู้ฟ้องคดีหรือไม่

เมื่อบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัดปล่อยสารตะกั่วและกรมควบคุมมลพิษผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดล่าช้าเกินสมควรทำให้มีสารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ไม่สามารถนำไปใช้ในการอุปโภคและบริโภคได้จึงเป็นผลโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิชาวบ้านคลิตี้ล่างผู้ฟ้องคดี

๓. หากเป็นการละเมิดแล้ว กรมควบคุมมลพิษจะต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือดำเนินการแค่ไหนเพียงใด

ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดศาลสามารถกำหนดตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งศาลรับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่ามีการปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำ ดินและตะกอนดินท้องน้ำ สัตว์น้ำ และพืชผัก ทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างผู้ฟ้องคดีมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารทดแทนอาหารที่เคยมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจนถึงปัจจุบัน และศาลได้รับรองสิทธิของชุมชนชาวคลิตี้ล่างในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยศาลพิจารณาถึงวิถีการดำรงชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชาวคลิตี้ล่างที่ใช้ประโยชน์จากป่าและลำห้วยคลิตี้ ตลอดจนยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษยังคงมีหน้าที่ดำเนินการฟื้นฟูทุกฤดูกาลและต้องเปิดเผยผลการดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องทราบแม้ไม่อาจมีแผนการดำเนินการภายใต้กำหนดเวลาที่ชัดเจนได้  

ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยดังต่อไปนี้

(๑) ค่าเสียหายจากการซื้ออาหารทดแทนอาหารที่เคยมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ ถึงสิงหาคม ๒๕๔๗ เดือนละ ๗๐๐ บาทต่อคน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี รวมเป็นเงินรายละ ๑๗,๓๙๙.๕๕ บาท

(๒) ค่าเสียหายในอนาคต จากการซื้ออาหารทดแทนอาหารที่เคยมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ ถึงมิถุนายน ๒๕๕๕ เดือนละ ๗๐๐ บาทต่อคน รวมเป็นเงินรายละ ๖๕,๐๐๐ บาท

(๓) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ชาวบ้านคลิตี้ล่างผู้ฟ้องคดีถูกละเมิดสิทธิในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ ถึงมิถุนายน ๒๕๕๕เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทต่อคน รวมเป็นเงินรายละ ๙๔,๐๐๐ บาท

(๔) กรมควบคุมมลพิษผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟู ตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ ๑ ครั้ง จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้จะไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานเป็นเวลาอย่างน้อย ๑ ปี