การปกป้องสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นชี้ขาดความสำเร็จของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอาเซียน

ข่าวประชาสัมพันธ์ - พฤษภาคม 20, 2557
มะนิลา, 20 พฤษภาคม 2557 — ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายระดับภูมิภาค กลุ่มประชาสังคม และนักวิชาการ (1) ระบุว่า ขณะที่อาเซียนมุ่งสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในปี 2558 เป็นต้นไป ต้องมีการรับประกันถึงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อเรียกร้องนี้มีขึ้นก่อนเวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum) ว่าด้วยเอเชียตะวันออกในกรุงมะนิลา ซึ่งบทบาทของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN) จะยกเป็นประเด็นหลักในการหารือ

เศรษฐกิจอาเซียนกำลังรุ่งเรืองจากการถลุงใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ น้ำสะอาด ทรัพยากรทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งล้วนต้องได้รับการปกป้องเพื่อเป็นหลักประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของภูมิภาคและของโลก ดังนั้น การปกป้องสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพจำต้องสอดคล้องกับเป้าหมายอัตราการเติบโตของอาเซียนเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้าของผู้คนและเพื่อให้คนรุ่นต่อไป

“โลกมองไปที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะที่เป็นแบบจำลองการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมที่มีความหวัง แต่อาเซียนยังคงล้มเหลวที่จะสร้างกลไกที่จะรับประกันความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค” เซลดา โซริอาโน ที่ปรึกษาด้านนโยบายการเมือง ของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “กระบวนการทางเศรษฐกิจจะไม่มีความหมายหากอาเซียนไม่พิจารณาการปกป้องเพื่อยุติการเสื่อมสลายของสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันจะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและผลิตภาพ”

มลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การประมงเกินขนาด และสภาพภูมิอากาศสุดขั้วเป็นตัวอย่างของประเด็นสิ่งแวดล้อมที่อาเซียนต้องแก้ปัญหาโดยทันที

ดร.ทุน ลวิน ผู้อำนวยการบริหาร Climate Change Watch ประจำเมียนม่าร์ กล่าวว่า “ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนรีบเร่งเพื่อให้ทันต่อการรวมเศรษฐกิจ ก็จำต้องเสริมความเข้มแข็งของกรอบด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทางของอาเซียนปี 2558 และวิสัยทัศน์หลังจากปี 2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น”

กลุ่มประชาสังคมและผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า อาเซียนควรเริ่มวางแนวทางความพยายามในระดับภูมิภาคให้สอดประสานกับสนธิสัญญาและข้อตกลงต่างๆที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติเช่น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารคาร์ตาเฮนา อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโต อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายกากพิษข้ามแดนและกระบวนการกำจัด ซึ่งประเทศสมาชิกล้วนจำต้องลงนามในสัญญา ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นหลักประกันต่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์และมีผลิตภาพของภูมิภาค มีดังนี้คือ:

  • ขยายความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อการปกป้องและอนุรักษ์ป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุที่เหลืออยู่ในภูมิภาค ในฐานะปอดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การปกป้องรักษาทรัพยากรเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการสร้างสมดุลของสภาพภูมิอากาศโลก;
  • ริเริ่มสร้างกลไกต่างๆ เช่น กลไกร่วมหรือกลไกข้ามพรมแดนเพื่อสร้าง ตรวจสอบ และดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIAs) และประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์​ (SEAs) ตามหลักการป้องกันไว้ก่อน สิทธิ์ในการรับรู้ และมาตรฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจที่ถอนรากถอนโคนและทำลายล้าง;
  • นโยบายที่สอดประสานเพื่อลด ละ เลิกการใช้ถ่านหิน แก๊ส และน้ำมัน เพื่อยกระดับสถานะของพลังงานหมุนเวียนที่ให้แข่งขันกับแหล่งพลังงานอื่นๆ ได้;
  • คำมั่นสัญญาเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการก่อตั้งเครือข่ายเขตสงวนทางทะเลและยุติการประมงเกินขนาดในอาเซียน;
  • กรอบการผลิตที่สะอาดของการผลิตเชิงอุตสาหกรรม;
  • บรรทัดฐานระดับภูมิภาคเพื่อรับประกันว่าการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนในภาคเกษตรกรรมและพลังงานนั้นไม่บั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในฟื้นคืนจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิถีชีวิตและสวัสดิภาพของประชาชนและชุมชนในภูมิภาค;
  • นโยบายต่างๆจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุนจากเกษตรอุตสาหกรรมไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน และโครงการในระดับภูมิภาคที่สนับสนุนระบบนิเวศเชิงเกษตรและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน;
  • กำหนดจุดยืนที่เป็นหนึ่งเดียวและก้าวหน้าของอาเซียนในเวทีเจรจาโลกร้อน (UNFCCC);
  • แบ่งปันข้อมูลและองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพบนพื้นฐานของนโยบาย วิธีปฏิบัติและโครงการเสริมสร้างการปรับตัวและความสามารถในฟื้นคืนจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ;
  • นโยบายระดับภูมิภาคมุ่งไปที่แนวทางการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับอาเซียนและประเทศสมาชิก

ออร์ลันโด เมอร์คาโด เลขาธิการองค์การเพื่อการบริหารรัฐกิจแห่งภูมิภาคตะวันออก (EROPA) และอดีตทูตอาเซียนกล่าวว่า “การรวมเศรษฐกิจอาเซียนไม่ใช่เพียงแต่ไปให้ถึงเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แต่ควรสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการคุ้มครองบุคคลที่ทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อมและสังคม สังคมเศรษฐกิจอาเซียนที่สะอาด มีความหลากหลายทางชีวภาพและยืดหยุ่นนั้นเป็นไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกคน ความเฝ้าระวังและความมุมานะ”

หมายเหตุ  :

[1] ร่วมกับกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอ็อกแฟม โกรว์ สมาคมชาวนาอาเซียน (AFA) พันธมิตรเพื่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในชนบทเอเชีย (ASIADHRRA) องค์กรภูมิภาคตะวันออกเพื่อการบริหารร���ฐกิจ  (EROPA) ศูนย์ข้อมูลกฎหมายอินโดนีเซีย วิทยาลัยแห่งรัฐมหาวิทยาลัยอทีนีโอ เดอ มะนิลา (ASOG) ศาสตราจารย์ โกห์ เกง เหลียน (มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์) ดร.อเล็กซานเดอร์ จันทรา (เครือข่ายความรู้เพื่อการค้า สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน) ดร.รามอน ราซอล (มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ลอส บานอส)

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

เซลดา โซริอาโน ที่ปรึกษาด้านนโยบายการเมือง กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร: +63917-5949424  อีเมล  

สมฤดี ปานะศุทธะ ผู้ประสานงานสื่อมวลชน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
โทร. 081 929 5747 อีเมล