ในรายงานการตลาดเรื่อง “วิกฤตอุตสาหกรรมข้าว” ได้บรรจุแถลงการณ์นโยบายของบริษัทข้าวชั้นนำในเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และทวีปอเมริกาเหนือและใต้รวม 41 บริษัท (1) เช่นบริษัท Ebro Puleva ผู้แปรรูปข้าวที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่ระบุว่าหยุดซื้อข้าวจากอเมริกาทันทีหลังการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอของบริษัทไบเออร์เมื่อปลายปี 2549 ในรายงานนี้ยังรวมถึงแถลงการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของโลกระหว่างสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสมาคมอาหารแห่งเวียดนาม ที่ร่วมลงนาม “ไม่ค้า” ข้าวจีเอ็มโออีกด้วย
“ตลาดข้าวยุโรปเป็นตลาดที่มีแนวโน้มสดใสมาก เพราะนอกจากบริโภคภายในแล้วยังส่งออกผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลกอีกด้วย เมื่อตลาดยุโรปต้องการข้าวปลอดจีเอ็มโอ 100 % เราจึงต้องทำตามความต้องการของตลาด โดยไม่ต้องเอาใจอเมริกาที่สนับสนุนจีเอ็มโอ สมาคมผู้ส่งออกข้าวจึงมีนโยบายไม่ค้าขายจีเอ็มโออย่างเด็ดขาด และไม่สนับสนุนให้มีการทดลองข้าวจีเอ็มโอในภาคสนาม เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนได้” นายรุจจน์ ทรัพย์นิรันดร์ กรรมการบริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศ และประธานกรรมการบริหารบริษัทปทุมไรซ์มิลล์แอนด์แกรนารีจำกัด (มหาชน) - ผู้ผลิตข้าวถุงมาบุญครอง กล่าว
ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การปนเปื้อนและการปฏิเสธของตลาดจากทั่วโลก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความต้องการให้ไบเออร์หยุดพัฒนาข้าวจีเอ็มโอ ไบเออร์ได้พิสูจน์ว่าข้าวจีเอ็มโอมีความเสี่ยงมากเกินไป เพียงแค่แปลงทดลองเล็กๆ ก็สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมข้าวโลกได้
“รัฐบาลทั่วโลกต้องตอบสนองต่อกรณีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ตลาดและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปนเปื้อนข้าว จีเอ็มโอในปี 2549 โดยต้องไม่อนุมัติคำขออนุญาตปลูกและทดลองข้าวจีเอ็มโอทุกชนิด การทดลองข้าวจีเอ็มโอภาคสนาม การปลูกข้าวจีเอ็มโอเพื่อการค้าต้องไม่เกิดขึ้น มิเช่นนั้นพืชอาหารหลักของโลกต้องเผชิญหน้ากับหายนะ” ภัสน์วจีกล่าว
ในรายงานได้เปิดเผยผลกระทบจากการปนเปื้อนข้าวของไบเออร์ กล่าวคือราคาข้าวในตลาดล่วงหน้าตกลงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำลายสถิติราคาที่ตกต่ำที่สุดในรอบวันในหลายปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวของสหรัฐฯ จะลดลงถึง 16% ในปีการผลิต 2549-2550 (2) ส่วนกลุ่มเกษตรกรและผู้ค้าข้าวเรียกร้องให้ไบเออร์รับผิดชอบต่อการปนเปื้อนและจ่ายเงินชดเชย โดยฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายวงเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ (3)
“ไบเออร์พยายามผลักดันให้ทั่วโลกอนุมัติคำขอปลูกข้าวจีเอ็มโอ รวมถึงในยุโรปและบราซิล แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบจากการปนเปื้อนข้าวจีเอ็มโอผิดกฎหมายของตัวเองที่แพร่กระจายไปทั่วอเมริกาและที่อื่นๆ ตรงกันข้ามกลับอ้างว่าเป็น
ความผิดพลาดของเกษตรกรและธรรมชาติ” (4) อดัม ลีวิตต์ ทนายความของสำนักงานกฎหมาย Wolf Haldenstein Adler Freeman & Herz ที่ฟ้องร้องคดีให้กับกลุ่มเกษตรกรในสหรัฐอเมริกากล่าว
นอกจากคดีกลุ่ม ยังมีการฟ้องร้องเป็นรายบุคคลของผู้ค้าข้าวในยุโรปอีกด้วย ผลจากการปนเปื้อนทำให้เกษตรกร โรงสีข้าว ผู้ค้าข้าวและผู้จำหน่ายข้าวต้องเสียเงินมหาศาลจาก ค่าตรวจสอบและเรียกคืนสินค้า การยกเลิกการสั่งซื้อ การห้ามการนำเข้า เสียชื่อเสียงผลิภัณฑ์ และผู้บริโภคขาดความไว้ใจ ซึ่งส่งผลในระยะยาว
ด้านอุบล อยู่หว้า ตัวแทนเกษตรกรจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกกล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินตามอเมริกา ซึ่งภาคธุรกิจจีเอ็มโอและรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกันเอาเปรียบผู้บริโภคและเกษตรกร โดยออกกฎหมายเปิดประเทศให้จีเอ็มโอ รัฐบาลไทยไม่ควรออกกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพที่เปิดให้มีการทดลองภาคสนามพืชจีเอ็มโอ และไม่ควรอนุญาตให้มีการทดลองข้าวจีเอ็มโอ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรและสินค้าเกษตรไทยตกอยู่ในความเสี่ยง”
กรีนพีซรณรงค์เกี่ยวกับพืชและผลิตภัณฑ์อาหารปลอดจีเอ็มโอบนหลักการของความยั่งยืน การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย จีเอ็มโอเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นที่ต้องการ ที่สามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพ และก่อเกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ
Notes to editors
(1) แถลงการณ์ของบริษัทมาจากประเทศ: ญี่ปุ่น, สวิทเซอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, ฮ่องกง, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, ปากีสถาน, ประเทศไทย, อินเดีย, บราซิล, สเปน, แคนาดา และสหราชอาณาจักร. ดูแถลงการณ์ได้ในรายงานการตลาดหน้า 6 – 14: www.greenpeace.org
(2) Elias P. 2006. California growers fear biotech rice threat. Washington Post. 15 October, 2006.
http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2006/10/15/AR2006101500465.html
(3) Weiss, R. 2006. Firm Blames Farmers, ‘Act of God’ for Rice Contamination. Washington Post. 22 November, 2006.
www.washingtonpost.com/ActofGod
Leonard, C. 2006. 13 Lawsuits Over Accidental Spread of Genetically Altered Rice Could Be Combined Into 1. Associated Press. 30, November, 2006.
www.boston.com/LawsuitGErice
(4) ประเทศที่ไบเออร์ ครอปไซนส์ยื่นขออนุญาตเพื่อเพาะปลูกข้าว เพื่อเป็นอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ เป็นการอนุมัติเฉพาะพันธุ์ LL 62 เว้นแต่เสียว่ามีข้อระบุอื่น
1. ออสเตรเลีย –อาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2549
2. บราซิล – เพาะปลูก, อาหารคนและอาหารสัตว์,นำเข้าเมล็ดพันธุ์,การทดลองในสภาพไร่นา เพิ่มเติม, ยื่นคำขอ เมื่อ 2549
3. แคนาดา – อนุมัติสำหรับเป็นอาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2549
4. สหภาพยุโรป (25 ประเทศ) – อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
5. นิวซีแลนด์ – อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
6. ฟิลิปปินส์ – อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
7. แอฟริกาใต้ - อาหารคนและอาหารสัตว์ ยื่นคำขอเมื่อ 2006
8. สหรัฐอเมริกา – อนุมัติเพื่อเพาะปลูก เป็นอาหารคนและอาหารสัตว์แล้ว ในข้าวพันธุ์ LL601, LL 62 และ LL 06 ในปี 2549 และ 2545 ตามลำดับ
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โทร. 089 476 7070
รุจจน์ ทรัพย์นิรันดร์ กรรมการบริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวต่างประเทศโทร. 086 570 2060
อุบล อยู่หว้า ตัวแทนเกษตรกรจากเครือขายเกษตรกรรมทางเลือกโทร. 081 546 0243
พรนภา วงศ์อกนิษฐ์ ผู้ประสานงานสื่อมวลชน โทร. 081 613 9755