การประชุมคณะกรรมมาธิการทูน่าแปซิฟิกล้มเหลวที่จะยุติการทำประมงเกินขนาด

ข่าวประชาสัมพันธ์ - ธันวาคม 10, 2556
แคนส์,ออสเตรเลีย, 7 ธันวาคม 2556- การประชุมคณะกรรมาธิการประมงแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนกลาง (WCPFC) ครั้งที่ 10 ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมกับความล้มเหลวในการยุติการทำประมงเกินขนาด เนื่องจากไม่ประสบผลสำเร็จในการออกมาตรการจัดการและอนุรักษ์ปลาทูน่าตาโต (bigeye tuna) ในทางกลับกัน ที่ประชุมกลับเห็นพ้องกับมาตรการที่อ่อนแอซึ่งจะส่งผลให้จำนวนปลาทูน่าในภูมิภาคมีการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือแทบจะไม่มีเลย

“ประเทศที่มีการประมงขนาดใหญ่โดยเฉพาะ สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปได้ปฎิเสธอย่างหัวชนฝากับข้อเสนอของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกและญี่ปุ่น พวกเขามีคำถามมากมายที่จะต้องตอบ แต่ดูเหมือนว่าเขามาที่นี่เพียงเพื่อที่จะประทับตรายางอนุมัติให้ดำเนินการประมงเกินขนาดในภูมิภาคแห่งนี้” มาร์ค เดีย ผู้จัดการงานรณรงค์ด้านมาหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

คณะกรรมาธิการฯ ล้มเหลวในการควบคุมการจับปลาแบบทำลายล้างโดยใช้อุปกรณ์ช่วยทำการประมงประเภทซั้ง (Fish Aggregation Devices หรือ FADs) (1) และวางอวนล้อมจับมากกว่าระยะเวลา 3 ปี ข้อบังคับ 4 เดือนสำหรับการห้ามใช้ซั้งยังถูกคงไว้โดยไม่มีข้อบังคับเพิ่มเติมสำหรับปี พ.ศ. 2557 และข้อบังคับเพิ่มเติมของปี พ.ศ. 2558-2559 ก็ยังมีความไม่แน่นอน 

“ไม่มีใครได้รับผลประโยขน์จากข้อบังคับนี้ในระยะยาว การจับปลาจะยากขึ้นเนื่องจากจำนวนปลาที่ลดลง สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นตลาดหลักจำเป็นที่จะต้องริเริ่มการทำประมงแบบยั่งยืน และสั่งซื้อสินค้าจากการประมงที่ไม่ใช้วิธีการทำประมงแบบอวนล้อมจับ” มาร์ค เดีย กล่าวเสริม

การประชุมในครั้งนี้ได้ปฏิเสธที่จะเปิดช่องให้เรืออวนและเรือเบ็ดราวใหม่จากประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาทำประมง ซึ่งนับเป็นมาตรการจำเป็นในการควบคุมจำนวนเรือที่จะเข้ามาจับปลาในภูมิภาค

“นี่คือการดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วน นอกจากการลดจำนวนเรือที่เข้ามาในพื้นที่แล้ว การลดความสามารถในการจับปลายังเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ณ ขณะนี้ ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกได้ดำเนินการยกเลิกการออกใบอนุญาตของเรือประมงในน่านน้ำด้วยตัวเอง แต่ทั้งนี้พวกเขาควรที่จะสนับสนุนการพัฒนาประมงทูน่าพื้นบ้านที่ยั่งยืนไปด้วย” มาร์ด เดีย กล่าว “เหล่านี้คือความจำเป็นเพื่อรักษาการทำประมงขนาดเล็กโดยชุมชนท้องถิ่นที่มีความยั่งยืน เช่น การจับปลาทูน่าโดยวางวางเบ็ดมือ”

คณะกรรมาธิการฯ ยังล้มเหลวในการควบคุมเรือประมงเบ็ดราว และปิดพื้นที่สำคัญของทะเลหลวงเพื่อป้องกันการทำประมงโดยการใช้เรือเบ็ดราว นอกจากนี้ การขนส่งในทะเลยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ทรัพยากรในภูมิภาคเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ

“น่าเสียดายที่ความพยายามของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ในการควบคุมการเพิ่มประสิทธิภาพการทำประมงด้วยเบ็ดราวได้หยุดชะงัก เนื่องจากประเทศจีน ซึ่งได้นำกลุ่มประมงในประเทศเอเชียตะวันออก ให้ค้านการปิดทะเลหลวงทางฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าบริเวณดังกล่าวนั้นมักมีการทำประมงผิดกฎหมายและไม่ชอบมาพากล” ดันแคน วิลเลียม ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านมหาสมุทรแปซิฟิก กรีนพีซออสเตรเลีย กล่าว

“ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกควรที่จะควบคุมการประมงและลดจำนวนใบอนุญาต เรือประมงเบ็ดราวในน่านน้ำ เพื่อสร้างข้อบังคับที่เข้มงวดต่อการการทำประมงในเขตทะเลหลวง การดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความคืบหน้าด้านมาตรการยุติการทำประมงเกินขนาด ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการนำเสนอครั้งนี้” ดันแคน วิลเลี่ยม กล่าวเสริม

 

หมายเหตุ

(1)       การทำประมงแบบซั้ง (FADs) คือ  การใช้วัสดุลอยน้ำได้ และถ่วงด้วยก้อนหินหรือผูกติดกับโขดหินใต้น้ำ ไม่ให้ลอยออกไปจากจุดที่ต้องการ และบางครั้งยังมีการใช้แสงไฟร่วมด้วย โดยเพื่อที่จะล่อให้ปลาและสัตว์น้ำต่างๆ มาอยู่รวมกันใต้ซั้ง และทำการใช้อวนล้อมจับทั้งหมด การทำประมงประเภทนี้ถือเป็นการทำประมงแบบทำลายล้างเนื่องจากปลาและสัตว์น้ำหลายสายพันธุ์หลายขนาดรวมถึงที่ไม่โตเต็มวัยจะถูกจับทั้งหมด ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

มาร์ค เดีย ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ด้านมหาสมุทร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร: +63 917 843 0549อีเมล:

สมฤดี ปานะศุทธะ ผู้ประสานงานสื่อมวลชนประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร: +66 81 994 1561 อีเมล: