กรีนพีซขานรับรายงาน IPCC

ว่าด้วยการจัดการความเสี่ยงในสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก้าวหน้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ - พฤศจิกายน 19, 2554
กรุงเทพฯ/จาการ์ต้า/มะนิลา 18 พฤศจิกายน 2554- คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เผยแพร่บทคัดย่อของรายงานพิเศษว่าด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ภายใต้ชื่อ “การจัดการความเสี่ยงในสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก้าวหน้า” กรีนพีซเรียกร้องต่อผู้นำอาเซียนให้ตระหนักและให้ความสำคัญกับรายงานฉบับนี้ในการประชุมอาเซียนที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

รายงานฉบับนี้คือข้อมูลอีกด้านที่เชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวโน้มปัจจุบันในช่วงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบสุดขั้วและการเตือนภัยเพื่อหยุดความเสียหายจากการเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานฉบับนี้ถูกนำเสนอในช่วงจังหวะที่ผู้คนหลายล้านชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังทุกข์ทรมานจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุทกภัยของประเทศไทย กัมพูชา เวียดนามและพม่าอันมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฤดูมรสุม ได้คร่าผู้คนหลายร้อยชีวิตและส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 10 ล้านคน เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งผลิตข้าวและอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจอาเซียนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

“การจัดการความเสี่ยงในสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและภัยพิบัติเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก้าวหน้า” ของ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและความสูญเสียทางเศรษฐกิจและทรัพยากรมนุษย์ซึ่งกำลังเพิ่มสูงขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา” จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ทุกชาติในอาเซียนกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายมากขึ้นปีแล้วปีเล่า แต่เราคงยังห่างไกลจากบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันในระดับภูมิภาค ความสำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงหายจากแผนการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นนโยบายด้านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล” จริยากล่าวเพิ่ม
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือวิกฤตที่ท้าทายอย่างเหลือเชื่อสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิภาคแห่งนี้ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น  ผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลที่ตามมาทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ สุขภาพ เกษตรกรรม ความปลอดภัยและรายได้ นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานจากความยากจนของภูมิภาคแห่งนี้อีกด้วย

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่อ่อนไหวมากที่สุดและเตรียมการน้อยที่สุดที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ผลกระทบอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสุดขั้วกำลังแผ่กระจายทั่วภูมิภาค ในปีพ.ศ. 2552 จากการศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) เสนอแนะว่า “ในภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูเหมือนจะทุกข์ทรมานจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลกหากไม่มีการลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง” ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนี้บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง Maplecroft ได้นำเสนอตัวชี้วัดความเปราะปรางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งบ่งชี้สำหรับ 5 ประเทศสมาชิกอาเซียน คือ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์และกัมพูชาต่อความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรุนแรง

กรีนพีซเชื่อว่า ผู้นำอาเซียนจะต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันข้อตกลงและพันธะกรณีทางด้านกฎหมายในการกำหนดเป้าหมายสูงสุดเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศพัฒนาแล้ว และมีข้อตกลงร่วมกันที่จะทำให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแต่ละประเทศ เช่นเดียวกับการบังคับใช้มาตรการการแก้ปัญหาเร่งด่วนต่อโครงสร้างระดับภูมิภาค ความคืบหน้าในการประชุมคือการถกเถียงในประเด็นดังกล่าวที่มิใช่เพียงแค่ระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกัน แต่หมายรวมถึงความร่วมมือของผู้นำที่มีบทบาทดังกล่าว

“หลังจาก 20 ปีของการเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศกลับเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดน้อยลง การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่ยังคงมีข้อจำกัดที่ว่า เราจะสร้างกำแพงกั้นทะเลให้สูงหรือจะทำให้โครงสร้างแข็งแรงได้อย่างไร ความพยายามที่จะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยปราศจากการจัดการกับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ก็เหมือนกับการถูพื้นในห้องน้ำในขณะที่เปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ให้น้ำไหลออกตลอดเวลา สะท้อนให้เห็นการจัดการกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแต่กลับเพิกเฉยรากเหง้าของปัญหา” เซลดา โซริอาโน ที่ปรึกษาด้านนโยบายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ในเดือนหน้า การรวมตัวกันของรัฐบาลที่เมืองเดอร์บันว่าด้วยการเจราจาต่อรองเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องตอบสนองต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยการปรับทิศทางให้ชัดเจนขึ้นเพื่อนำไปสู่ฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ และข้อตกลงนานาชาติ แน่นอนว่าทุกประเทศจะต้องลงมือจัดการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีต่อประเทศกำลังพัฒนาเพื่อช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ