บริษัทไอทีเริ่มตื่นตัวในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

กรีนพีซเผยคูลไอที ลีดเดอร์บอร์ด ในการประชุม UNFCCC ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก

ข่าวประชาสัมพันธ์ - ธันวาคม 7, 2553
7 ธันวาคม 2553, เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก – รายงานล่าสุดของกรีนพีซเกี่ยวกับการจัดอันดับบริษัทในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) จำนวน 17 บริษัท (1) ชี้ให้เห็นถึงกระแสความตื่นตัวของบริษัทต่างๆ ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ และยังเป็นการลงโทษหลายบริษัทที่ยังคงล้าหลังในด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มบริษัทไอทีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงตลาดของตนไปสู่พลังงานหมุนเวียน ภาคธุรกิจไอทีถือว่าอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงการผลิตและใช้พลังงาน แต่ทั้งนี้ก็ยังคงต้องพึ่งพานโยบายที่แข็งแกร่งของรัฐที่ออกไปจากผลประโยชน์จากภาคเชื้อเพลิงฟอสซิล

“บริษัทไอทีที่มองการณ์ไกลจะได้คะแนนสูงกว่าบริษัทอื่นๆ เพราะบริษัทเหล่านี้ตระหนักดีถึงผลประโยชน์ที่ตนจะได้จากโลกที่มีคาร์บอนต่ำ” แกรี่ คุก นักวิเคราะห์นโยบายพลังงานของกรีนพีซกล่าว “บริษัทในภาคไอทีมักจะกล่าวถึงศักยภาพของตนที่จะลดการปล่อยคาร์บอนลง 15 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2563 (2) แต่บริษัทไอทีส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะใช้วิธีลดคาร์บอนที่จะได้ผลแบบก้าวกระโดด ทั้ง ๆ ที่บริษัทไอทีเหล่านี้มักใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ประเภทก้าวกระโดดในการทำธุรกิจอยู่เสมอ  ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจไอที จะต้องไม่รอช้าในการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ และเข้าแทรกแซงในการประชุมที่สำคัญต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายรัฐในการแก้ไขปัญหาพลังงานและสภาพภูมิอากาศ”  (3)

สำหรับการจัดอันดับในคูลไอที ลีดเดอร์บอร์ดฉบับนี้ ผู้นำโดยรวมได้แก่ซิสโก้ อิริคสัน และฟูจิตสึ ตามลำดับ ซิสโก้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการก้าวขึ้นมาทำไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันจะเพิ่มความสำคัญในฐานะธุรกิจหลักของบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนี่ก็เป็นแรงจูงใจที่จะทำให้ซิสโก้สนับสนุนนโยบายรัฐที่ออกมาควบคุมมลพิษทางคาร์บอน

รายงานนี้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบริษัทที่เป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศกับบริษัทที่ยังล้าหลัง ยกตัวอย่างเช่น

•  โซนี่ยุโรปร่วมกับกูเกิ้ลเพื่อสนับสนุนสหภาพยุโรปในการพยายามตั้งเป้าหมายให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2563 ในขณะที่ไมโครซอฟต์ อินเทล และไอบีเอ็ม เข้าเป็นส่วนร่วมในกลุ่ม “บิสเนสยุโรป” ที่ต่อต้านเป้าหมายนี้ จึงถูกตัดคะแนนโทษฐานสนับสนุนนโยบายที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (4)

•  กูเกิ้ล ร่วมกับซิสโก้และเอชพี ร่วมกันต่อต้านมาตรการที่เรียกว่า Proposition 23 ballot ในแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จ มาตรการที่ว่านี้เป็นความพยายามที่ล้มเหลวของผู้มีผลประโยชน์ในน้ำมัน ที่ออกมาขัดขวางกฎหมายโลกร้อนของรัฐแคลิฟอร์เนีย (California Global Warming Solutions Act )

•  ฟูจิตสึได้รับคะแนนสูงจากการแนะนำนโยบาย 12 ข้อเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและพลังงานหมุนเวียนให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งกำลังพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยในปี 2533 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2563 ในขณะที่บริษัทไอทีสัญชาติญี่ปุ่นบริษัทอื่นๆ ยังคงนิ่งเฉย ทำให้ถูกตัดคะแนนด้านการสนับสนุนนโยบาย ร่างกฎหมายลดการปล่อยก๊าซนี้ได้รับการต่อต้านโดย JEITA ซึ่งเป็นหน่วยงานไอทีที่ทำหน้าที่ล็อบบี้รัฐสภา (5)

“บริษัทที่ปล่อยมลพิษปริมาณมากยังคงมีอำนาจในการครอบงำการออกนโยบายและต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการขัดขวางระบบเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานมาจากพลังงานหมุนเวียนไม่ให้เกิดขึ้นได้” แกรี่ คุก กล่าว “เราต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างอนาคตที่มีรากฐานมาจากพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ไม่ว่าจะเป็นพันธสัญญาระดับโลกที่เซ็นโดยตัวแทนรัฐบาลที่เข้าร่วมการประชุมที่แคนคูน หรือการที่ภาคธุรกิจต้องก้าวมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทุกคนสามารถร่วมมือกันเพื่อปกป้องอนาคตของเราได้” 

 

หมายเหตุ

1. ข้อมูลเรื่อง คูลไอที ลีดเดอร์บอร์ด สามารถค้นหาเพิ่มเติมได้ที่ www.greenpeace.org/coolit รายงานแต่ละฉบับจะสะท้อนความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปในด้านการเมืองและธุรกิจ กรีนพีซมีเป้าหมายในการเพิ่มการวิเคราะห์ในเชิงลึกในการวัดระดับของความเป็นผู้นำของบริษัทต่างๆ ในการแก้ปัญหาสภาวะอากาศ และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความเหลี่อมล้ำระหว่างบริษัทในภาคไอที เพื่อเร่งให้เกิดการลงมือปฏิบัติ

การจัดอันดับเป็นดังนี้

1. Cisco 70/100   2. Ericsson 57/100    3. Fujitsu 52/100   4. Google 47/100   

5. IBM 46/100    6. HP 45/100    7. Dell 39/100   8. Wipro (new to the ranking) 38/100  

9. Nokia 37/100   10.  Sony 34/100   11. Intel 31/100   12. Microsoft 29/100  

13. Sharp 27/100   14. Toshiba 25/100   15. SAP 21/100   16. Panasonic  21/100 

17.Oracle (บริษัทใหม่ในการจัดอันดับ) 12/100

 

2. เมื่อ 2 ปีที่แล้ว “SMART 2563: สร้างเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในยุคข้อมูลข่าวสาร” ได้ประมาณการไว้ว่า นวัตกรรมและมาตรการทางไอทีจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 15 ภายในปี 2563 รวมทั้งยังจะสามารถทำให้ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 646,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 7.8 จิกะตัน ภายในปี 2563 ซึ่งนับเป็นทางออกที่ดีต่อทั้งสภาพภูมิอากาศและสภาพเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การปล่อยคาร์บอนของภาคไอทีก็ยังคงเป็นปัญหาต่อความก้าวหน้าของธุรกิจ ในช่วงหลายเดือนก่อน Facebook ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากเลือกที่จะขยายโครงสร้างเครือข่ายในพื้นที่ที่ยังคงใช้กริดพลังงานจากถ่านหิน

รายงานของกรีนพีซ “ทำไอทีให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: คลาวด์ คอมพิวติ้ง และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ชี้ให้เห็นว่าคลาวด์ คอมพิวติ้ง (การประมวลผลคอมพิวเตอร์บนอินเตอร์เน็ต) นั้นทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยผลวิจัยจากรายงานระบุว่า ด้วยอัตราการเติบโตปัจจุบันของศูนย์ข้อมูลและเครือข่ายการสื่อสาร ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักของคลาวด์ คอมพิวติ้ง จะทำให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากถึง 1.963 ล้านล้าน กิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2563 ซึ่งมากกว่าการใช้พลังงานปัจจุบันถึง 3 เท่า และเทียบเท่ากว่าร้อยละ 50 ของการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในปัจจุบัน หรือมากกว่าการใช้พลังงานของฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดาและบราซิลรวมกัน

SMART 2563 สามารถดูได้ที่ www.smart2020.org

ข้อมูลเกี่ยวกับเฟสบุ๊ค www.greenpeace.org/coalfacebook

ข้อมูลเกี่ยวกับ Make IT Green http://www.greenpeace.org/usa/en/news-and-blogs/news/the-ipad-internet-climate-change-100329/

 

3. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย รัฐบาลต่างๆ มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะตกลงในข้อสัญญาที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ที่จะก่อให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเป็นปริมาณมากในประเทศพัฒนาแล้วและจำกัดการปล่อยก๊าซในประเทศกำลังพัฒนาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้แล้วยังต้องมีงบประมาณที่จะต้านปัญหาสภาพภูมิอากาศในประเทศยากจน ซึ่งจะเป็นจริงได้นั้นรัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องทำข้อตกลงในหลายเรื่อง โดยในการประชุมที่แคนคูนควรตกลงเรื่องต่อไปนี้ 

  • ทบทวนเป้าหมายที่จะควบคุมให้อุณหภูมิในโลกเพิ่มสูงขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยพิจารณาควบคู่ไปพร้อมกับข้อเท็จจริงที่ว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเพียง 1.5 องศาเซลเซียสก็ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง
  • ยอมรับว่าข้อตกลงในการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงจากอันตรายของภาวะโลกร้อนได้ และ เห็นพ้องกับกระบวนการที่จะเพิ่มพันธะสัญญาดังกล่าว
  • จัดตั้งกองทุนภาวะโลกร้อน
  • เห็นพ้องกับแผนงานในการหาแหล่งทุนใหม่ๆเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนในระยะยาว
  • จัดตั้งกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าและต้องให้แน่ใจว่ากลไกนี้จะคุ้มครองทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและสิทธิของผู้คนในท้องถิ่น

4. ไมโครซอฟต์ อินเทล และไอบีเอ็ม เป็นสมาชิกของกลุ่มสนับสนุนและที่ปรึกษาบริษัทของบิสเนสยุโรป: http://www.businesseurope.eu/Content/Default.asp?PageID=604

บิสเนสยุโรปได้ออกมาต่อต้านนโยบายลดคาร์บอน 30 เปอร์เซนต์ภายในปี 2563 ของสหภาพยุโรปอย่างต่อเนื่อง:
http://www.businesseurope.be/content/default.asp?PageID=568&DocID=27309


5. ร่างกฎหมาย http://www.env.go.jp/en/earth/cc/bagwc/overview_bill.pdf

การคัดค้านโดย JEITA (ภาษาญี่ปุ่น) http://www.env.go.jp/en/earth/cc/bagwc/overview_bill.pdf