โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คุกคามระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของไทย

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มีนาคม 28, 2556
กระบี่, – 27 มีนาคม พ.ศ. 2556 – กรีนพีซชี้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญมากของไทยอย่างรุนแรง รวมถึงสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยกรีนพีซได้ร่วมสำรวจข้อมูลกับชุมชนและได้เปิดเผยข้อมูลผ่านแผนที่ผลกระทบในวงเสวนาที่ได้จัดขึ้น เพื่อแสดงถึงเส้นทางขนส่งถ่านหินและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งนี้จังหวัดกระบี่มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนที่พึ่งพารายได้จากการทำประมงและการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้เสนอโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) คาดว่าจะมีการก่อสร้างในปี พ.ศ. 2558  โดยเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาในปัจจุบันเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน  ที่ ต. ปกาสัย อ. เหนือคลอง นอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว การขนส่งถ่านหินสกปรกที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ  ซึ่งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าประมาณ 16 กิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์  (Ramsar Convention)(1)

“การขนส่งถ่านหินจะทำได้ก็ต้องมีการขุดลอกใต้ทะเลให้เป็นร่องน้ำลึก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่หญ้าทะเลและป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ถูกเปลี่ยนเป็นทางด่วนขนถ่านหิน” นายต่อเหตุ คลองวิวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มประมงพื้นบ้านตำบลเกาะศรีบอยา (เกาะปู) กล่าว   

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าปี พ.ศ. 2553 (แก้ไขครั้งที่ 3) โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินรวมถึง 4,400  เมกะวัตต์ จากการนำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ อย่างน้อย 2.3 ล้านตันต่อปี  การขนส่งถ่านหินเข้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะต้องใช้เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์สำหรับขนถ่ายถ่านหิน และมีระวางบรรทุกระหว่าง 50,000-100,000 DWT (2) ผ่านเส้นทางทะเล 79 กิโลเมตร จนถึงที่ตั้งโรงไฟฟ้า จากนั้น ต้องมีการถ่ายถ่านหินใส่เรือบรรทุกขนาดเล็ก ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับถ่านหินที่นำเข้าและขนส่งถ่านหินไปที่โรงไฟฟ้า

"ถ่านหินเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้โรงไฟฟ้า การปล่อยมลพิษจากถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นขี้เถ้า ฝุ่นละออง ล้วนแล้วแต่เป็นพิษและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ  กฟผ. และรัฐบาลต้องหยุดโครงการนี้โดยทันที  เพราะเป็นโครงการที่ขาดความรอบคอบ และสร้างความหายนะให้กับกระบี่ อีกทั้งเพื่อเป็นการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่เปราะบางและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางทะเลของคนไทยทั้งประเทศ เป็นแหล่งทรัพยากรที่เลี้ยงชีพผู้คนนับล้าน” นางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าว

ถ่านหินเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุด มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินประกอบไปด้วย มีเทน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ รวมถึงสารเคมีต่างๆ เช่น สารหนู และสารปรอท ซึ่งส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์ อีกทั้งยังสามารถปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำต่างๆ ด้วย ผลที่ตามมานอกเหนือจากการทำลายสุขภาพของผู้คน คือ การทำลายวิถีการดำรงชีวิต  ผลผลิตทางการเกษตรและการประมง  นอกจากนั้น การเผาไหม้ถ่านหินยังเป็นการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีความแปรปรวนรุนแรงอยู่ในขณะนี้

กรีนพีซร่วมกับตัวแทนชุมชนในจังหวัดกระบี่ในการศึกษาและสำรวจถึงความเป็นไปได้ของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่ และได้เปิดเผยข้อมูลผ่านเวทีเสวนาในหัวข้อ “การให้ความรู้ด้านพลังงานและคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 800 เมกะวัตต์”  โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อนุกรรมการกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา การเสวนาครั้งนี้เป็นการนำเสนอสถานการณ์จากตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ และชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้

“รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัยให้มากขึ้น กระบี่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดจังหวัดหนึ่ง สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 100   หากรัฐบาลนำแผนอนุรักษ์พลังงานปี พ.ศ. 2554-2573 และแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกปี พ.ศ. 2555-2564 มาปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง และเร่งนำกลไกที่มีประสิทธิภาพ เช่น กฎหมายพลังงานหมุนเวียนมาใช้ โรงไฟฟ้าถ่านหินอันสกปรกก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในจังหวัดกระบี่และในประเทศไทยอีกต่อไป” นางสาวจริยา กล่าว 


กรีนพีซทำงานรณรงค์ด้วยหลักการเผชิญหน้าอย่างสันติวิธี นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด��านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำประเทศไทย  กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
, โทร: 086-982-8572

ชลธิชา เหลิมทอง ผู้ประสานงานสื่อมวลชน ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
, โทร : 085-479-4900

 

http://www.greenpeace.org/seasia/th/
http://www.facebook.com/greenpeaceseath

หมายเหตุ

  1. พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่ ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็น 1 ใน 10 ของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (List of Wetland of International Importance) ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Convention) หรือเรียกว่า "Ramsar Site" เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2544  มีเนื้อที่ 133,118 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าชายเลน หาดทราย และคลอง ที่ตัวเมืองกระบี่ รวมถึงพื้นที่ป่าโกงกางและหญ้าทะเลที่เกาะศรีบอยา ซึ่งมีพื้นที่ถึง 61,000 ไร่ เกิดจากการที่แม่น้ำหลายสายในพื้นที่ภาคใต้ไหลมาบรรจบกันที่อ่าวพังงา พื้นที่ปากแม่น้ำของกระบี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันของพื้นที่เขตเมืองและธรรมชาติ โดยป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ รวมถึงเป็นพื้นที่อนุบาลและวางไข่ของสิ่งมีชีวิตในทะเล
  2. DWT ย่อมาจาก Dead Weight Tonnage คือ น้ำหนักรวมของสินค้า วัสดุคงคลัง และเชื้อเพลิงที่เรือบรรทุกไป มีหน่วยวัดเป็นตัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการบรรทุกสินค้า ความเร็วเรือ ระยะปฏิบัติการ จำนวนลูกเรือและผู้โดยสาร