พลังงานจากเซลล์สุริยะ (Solar Photovoltaic) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ผลการศึกษาล่าสุดชี้การลงทุนในพลังงานเซลล์สุริยะจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจนถึงปี 2558

1 ความคิดเห็น
ข่าวประชาสัมพันธ์ - กุมภาพันธ์ 2, 2554
กรุงบรัสเซล, เบลเยียม, 2 กุมภาพันธ์ 2554 – การลงทุนทั่วโลกในเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์กำลังจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 35,000-40,000 ล้านยูโรในปัจจุบันเป็นกว่า 70,000 ล้านยูโรภายในปี 2558 จากรายงานผลการศึกษาล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวันนี้ของสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานเซลล์สุริยะแห่งสหภาพยุโรป หรือ EPIA และกรีนพีซสากลระบุว่า ตัวเลขการลงทุนที่ประเมินได้เฉพาะในสหภาพยุโรปนั้นมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจาก 25,000-30,000 ล้านยูโรเป็น 35,000 ล้านยูโรภายในปี 2558

รายงานฉบับนี้ที่ระบุถึงแนวโน้มการตลาดของการลงทุนในพลังงานเซลล์สุริยะทั่วโลกมีชื่อว่า “Solar Generation 6” (1) คาดการณ์ว่าพลังงานจากเซลล์สุริยะ หรือ พีวี จะตอบสนองความต้องการพลังงานของยุโรปได้คิดเป็นร้อยละ 12 ภายในปี 2563 และ ร้อยละ 9 ของความต้องการพลังงานทั่วโลกภายในปี 2573

“เป้าหมายของเราคือการทำให้เทคโนโลยีพลังงานเซลล์สุริยะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายในระดับราคาที่เหมาะสมกับผู้บริโภค” (2) เสวน เทสเก ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานอาวุโสของกรีนพีซสากลกล่าว “พลังงานจากเซลล์สุริยะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวิจัยของเราพบว่าเทคโนโลยีนี้มีส่วนช่วยสร้างงานถึง 35-50 ตำแหน่งต่อปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกๆ 1 ตัน และ ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานสำรองด้วยการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมายังยุโรป”

“หลายปีมาแล้วที่เทคโนโลยีพลังงานเซลล์สุริยะได้แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดค่าใช้จ่าย” อิงมาร์ วิลไฮล์ม ประธานของ EPIA กล่าว “ทุกวันนี้ราคาถูกกำหนดโดยตัวเลขของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์สุริยะทั่วโลก ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ 40,000 เมกะวัตต์ในปี 2553 ตัวเลขนี้เองที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง”

ตั้งแต่ปี 2548 ราคาของพีวีลดลงมาถึงร้อยละ 40 และ ภายในปี 2558 คาดว่าราคาของระบบพีวีจะลดลงเพิ่มอีกร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน  ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นระบบพีวีก็จะสามารถแข่งขันกับราคาไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนในหลายประเทศของสหภาพยุโรปภายในอีกห้าปีข้างหน้าได้

“เราตั้งใจที่จะทำให้ตัวเลขการแข่งขันด้านราคาโดดเด่นขึ้นมา และ ขณะเดียวกันทาง EPIA ก็จะจัดเตรียมแผนงานที่จำเป็นสำหรับทุกๆประเทศที่ประกอบด้วยแนวทางที่ชัดเจนของกลไกการตลาดเพื่อให้แหล่งกำเนิดไฟฟ้าทุกชนิดได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน” ประธานของ EPIA กล่าวเสริม

รายงานฉบับนี้ประเมินว่าศักยภาพของพลังงานจากเซลล์สุริยะทั่วโลกจะเติบโตจากกว่า 36 กิกะวัตต์ในช่วงปลายปี 2553 ไปเกือบถึง 180 กิกะวัตต์ภายในปี 2558  และขีดความสามารถของพีวีในสหภาพยุโรปน่าจะเพิ่มขึ้นจากกว่า 28 เมกะวัตต์ในปี 2553 เป็นเกือบถึง 100 กิกะวัตต์ภายในปี 2558 และ ยังมีแนวโน้มในระดับโลกที่จะพุ่งขึ้นไปถึง 350 กิกะวัตต์ภายในปี 2563 อีกด้วยและหากเป็นไปตามนี้ก็จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้มากถึง 1,400 ล้านตัน และ 220 ล้านตันในสหภาพยุโรปทุกๆปี (3)

นอกเหนือไปจากแง่ของผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว รายงานฉบับนี้ยังชี้ว่าพลังงานจากเซลล์สุริยะนั้นเป็นแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนในยุคที่ผู้คนพากันพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงานและราคาของพลังงานฟอสซิลที่ผันผวนและคาดเดาไม่ได้ประ กอบกับเงื่อนไขมากมายของการพัฒนาเศรษฐกิจ  อุตสาหกรรมพีวีของสหภาพยุโรปที่ปัจจุบันมีการจ้างงานกว่า 300,000 คนจะสามารถสร้างงานได้กว่า 600,000 ตำแหน่งภายในปี 2558 และ สามารถเพิ่มได้ถึง 1.6 ล้านตำแหน่งภายในปี 2563 หากการสนับสนุนด้านนโยบายยังดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงาน“Solar Generation 6” ยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของพีวีที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของสหภาพยุโรปที่กำหนดจะใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 20 และตั้งเป้าการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่ร้อยละ 20 ดังนั้นหากอ้างอิงจากศักยภาพด้านการเติบโตของพีวีแล้ว ทางสหภาพยุโรปสามารถที่จะเพิ่มเป้าหมายในการตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากร้อยละ 20 ภายในปี 2563 เป็นกว่าร้อยละ 30 ได้อย่างสบายๆ
รายงาน“Solar Generation 6” สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.greenpeace.org/international/en/publications/reports/solar-generation-6/ หรือ  www.epia.org/publications

รายละเอียดเพิ่มเติม

  1. “ Solar Generation 6” เป็นผลงานริเริ่มร่วมกันของสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานจากเซลล์สุริยะแห่งสหภาพยุโรป (EPIA) และ กรีนพีซ  ชื่อของรายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดประสงค์ของการศึกษาเพื่อนิยามความสำคัญของพลังงานจากเซลล์สุริยะที่จะมีบทบาทต่อชีวิตของประชากรที่กำเนิดขึ้นในวันนี้และจะพัฒนาเป็นกลุ่มผู้บริโภคพลังงานที่สำคัญต่อไปในอนาคต
  2. กรีนพีซสากลและอุตสาหกรรมพลังงานจากเซลล์สุริยะแห่งสหภาพยุโรปได้กระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่างๆเกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนด้วยแผนงานสนับสนุนต่างๆ ตัวอย่างการสนับสนุนที่ประสบผลอย่างดีได้แก่  “Feed-in Tariff” ซึ่งรับประกันราคาที่แน่นอนของกระแสไฟจากพีวีทุกๆกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบไฟฟ้า ทั้งนี้กว่า 50 ประเทศ รัฐฯ และ จังหวัดทั่วโลกได้นำใช้ “Feed-in Policy” บ้างแล้วและในประเทศเหล่านี้ผู้บริโภคสามารถจัดการกับระบบพลังงานเซลล์สุริยะบนหลังคาบ้านของพวกเขาด้วยวิถีทางที่ประหยัดและประสบผลเป็นอย่างดี
  3. จากภาพรวมทั้งหมดมีการประเมินกันว่าผลผลิตทุกๆกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากเซลล์สุริยะนั้นช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 0.6 กิโลกรัม และในปี 2568-2593 คาดกันว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ร้อยละ 5 รวมทั้งอายุการใช้งานของพีวีที่ยาวนานถึง 20 ปี  ภาพรวมนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองทาง ได้แก่ ตลาดหลักทั่วโลก 4 กลุ่มคือ (การใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภค การเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า อุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ห่างไกล และพื้นที่ชนบทกันดารที่ไม่มีระบบไฟฟ้าใช้) และ ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลกที่ระบุไว้ในแผนงานของสำนักงานพลังงานสากลเกี่ยวกับความต้องการไฟฟ้าในอนาคต  ซึ่งภูมิภาคเหล่านี้ได้แก่ OECD ยุโรป OECD  แปซิฟิก OECD อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ จีน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และส่วนอื่นๆของโลก

1 ความคิดเห็น เพิ่มความคิดเห็น

Super S. says :

เมื่อไหร่ประเทศไทยจะเล็งเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
และเป็นพลังงานที่ยั้งยืนกันซักที อย่างน้อยๆก็น่าจะคิดเริ่มต้นทำอย่...

โพสต์ เมษายน 2, 2554 ที่ 8:55 ละเมิด Flag Reply

Read more Read less

โพสต์ความคิดเห็น 

เพื่อแสดงความคิดเห็นคุณต้องลงชื่อเข้า