พิจารณาคดี "สารตะกั่วคลิตี้" นัดแรก:

ภาคประชาชนประกาศปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ ย้ำหน่วยงานรัฐต้องฟื้นฟูการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วย

ข่าวประชาสัมพันธ์ - มิถุนายน 26, 2555
26 มิถุนายน 2555, ศาลปกครองสูงสุด: ศาลปกครองสูงสุดได้นัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกกรณีชุมชนคลิตี้ล่างฟ้องกรมควบคุมมลพิษให้ปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว โดยอาสาสมัครกรีนพีซได้แต่งตัวเป็นมนุษย์ตะกั่วชูข้อความ “กรม (ไม่) ควบคุมมลพิษ” พร้อมถังตะกอนดินปนเปื้อนเพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าอาคารศาลปกครอง พร้อมกันนี้เครือข่ายภาคประชาชนยังได้ประกาศปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูลำห้วยและออกมาตรการเชิงรุกแก้ปัญหามลพิษและปกป้องสิ่งแวดล้อม

คดีสารตะกั่วปนเปื้อนห้วยคลิตี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งผลการพิจารณาคดีจะเป็นการวางบรรทัดฐานให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ต่อปัญหาดังกล่าวและยังสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่คล้ายกันของประเทศ ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ชาวบ้านตัวแทนชุมชนคลิตี้ล่างได้แถลงยืนยันผลกระทบจากการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ที่ทำให้วิถีชีวิตของชุมชนต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย(1) โดยสิ่งที่ชาวคลิตี้ต้องการมากที่สุดขณะนี้คือการได้ลำห้วยคลิตี้ที่สะอาดปราศจากสารตะกั่วกลับคืนมา

นายสุรชัย ตรงงาม ประธานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ในฐานะทีมกฎหมายของชุมชนชาวคลิตี้กล่าวว่า "กรณีคลิตี้ เป็นตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนของประเทศไทย ทั้งการกระทำอันไร้ความรับผิดชอบของผู้ประกอบอุตสาหกรรมและการล่าช้าในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ ซึ่งแม้จะเป็นกรณีปัญหาในพื้นที่เล็ก ๆ โรงงานเดียว และชัดเจนว่าปล่อยมลพิษจริง ภาครัฐยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แล้วกรณีที่ใหญ่ขึ้นอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประชาชนคงไม่สามารถหวังอะไรจากหน่วยงานรัฐได้เลย”

ในวันเดียวกัน ทางตัวแทนชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมได้มอบ “ปฏิญญาคลิตี้ 14 ข้อ(2)ต่อหน่วยงานภาครัฐ โดยมีตัวแทนจากกรมควบคุมมลพิษเป็นตัวแทนรับ ซึ่งปฏิญญาคลิตี้เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กรณีปัญหาในพื้นที่ต่างๆ จนนำมาสู่การกำหนดปฏิญญาเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาร่วมกัน ณ หมู่บ้านคลิตี้ล่าง เมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา

 นายพลาย  ภิรมย์  ผู้จัดการรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กล่าวว่า  “ปฏิญญาดังกล่าวได้เกิดขึ้นจากปัญหาความเดือดร้อนที่ชุมชนถูกกระทำจากกลุ่มทุนและภาครัฐ ประชาชนจึงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและกระตุ้นภาครัฐให้คำนึงผลประโยชน์ของประชาชนและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปกป้องกลุ่มทุนอุตสาหกรรม ดังนั้นหากภาครัฐนำไปพิจารณาและปฏิบัติ ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ ขึ้นมาอีก และเป็นการพิสูจน์ถึงความตั้งใจที่ดีของภาครัฐ"

ทั้งนี้ ปฏิญญาคลิตี้มีหลักการสำคัญคือ “ในพื้นที่ศักยภาพแร่และพื้นที่ที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายอุตสาหกรรมนั้น ประชาชน ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการพิจารณาคุ้มครองเป็นอันดับแรกก่อนการพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการอุตสาหกรรม”

กรีนพีซทำงานรณรงค์ด้วยหลักการเผชิญหน้าอย่างสันติวิธีนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ

 

ข้อมูลแนบท้าย 

(1) ผลศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในลำห้วยคลิตี้และดินที่เก็บเดือนกุมภาพันธ์  2555 โดยหน่วยศึกษาและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบสารตะกั่วปนเปื้อนในตะกอนดินบริเวณพื้นผิวมากทุกตัวอย่าง คือประมาณ 3,384 มก./กก.-4,363 มก./กก. ซึ่งมากกว่าค่าพื้นฐานที่พบได้ตามธรรมชาติประมาณ 113 -145 เท่า และมากกว่าปริมาณที่ส่งผลรุนแรงต่อระบบนิเวศตามที่บางประเทศได้กำหนดมาตรฐานไว้ประมาณ 6-8 เท่า นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนสารตะกั่วในดินบริเวณที่เคยเป็นที่ถูกน้ำท่วมจากลำห้วยในปริมาณสูงถึง 3,906 มก./กก.หรือมากกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพดินของประเทศไทยที่กำหนดไว้สูงสุดประมาณ 5 เท่าโดยที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาใดตรวจพบสารตะกั่วในดินบริเวณหมู่บ้านสูงถึงขนาดนี้มาก่อน

(2) ปฏิญญาคลิตี้ ได้กำหนดแนวทางที่ทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติ
14 ข้อดังนี้

  1. ชุมชนต้องได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่ ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดพื้นที่ศักยภาพแร่  การสำรวจ การให้ประทานบัตร ระหว่างประกอบกิจการ และภายหลังการประกอบกิจการ อาทิ ขอบเขตพื้นที่ประทานบัตร ข้อมูลการใช้สารเคมีในการผลิตและมลพิษต่างๆ ที่เกิดจากการประกอบกิจการ การจัดการมลพิษต่างๆ และเอกสารอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ
  2. ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการอนุรักษ์จัดการและการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ประกอบการพิจารณาและตรวจสอบการอนุญาต การดำเนินการและการต่ออายุประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของรัฐ
  3. ประชาชนต้องสามารถตรวจสอบ และยกเลิกการประกาศแหล่งแร่ได้หากไม่เหมาะสม
  4. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ เพื่อให้มีการตรวจสอบและคุ้มครองดูแลสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสุขภาพอนามัย
  5. รัฐต้องดำเนินการแก้ไขและกำจัดมลพิษโดยทันทีเมื่อตรวจสอบพบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน และหาผู้ก่อมลพิษเพื่อมารับผิดชอบต่อไป
  6. รัฐต้องกำหนดค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น ตะกอนดิน และสุขภาพอนามัย เช่น ปริมาณโลหะหนักในเลือด เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน
  7. รัฐต้องจัดให้มีกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ
  8. กำหนดให้มีการวางเงินประกันความเสี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เมื่อเกิดผลกระทบให้นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเยียวยาสุขภาพโดยทันที
  9. ต้องมีการตรวจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบการเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนมีการดำเนินการตามประทานบัตร และมีการตรวจทุกปีเพื่อเป็นมาตรการในการป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และก่อนการต่ออายุ การขยายพื้นที่ ประทานบัตร ต้องมีการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก่อน หากพบว่ามีผลกระทบต้องไม่อนุญาตจนกว่าจะแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นก่อน
  10. รัฐต้องคำนวณต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนในการตัดสินใจอนุมัติอนุญาตการประกอบกิจการเหมืองแร่
  11. ควรกำหนดโทษอาญากับหน่วยงานรัฐและผู้ก่อมลพิษ ในกรณีมีการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการอนุมัติอนุญาตเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างร้ายแรง
  12. ต้องเปิดให้มีสถาบันการแพทย์ด้านอาชีวอนามัย และสุขภาพ ให้เพียงพอต่อการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม
  13. ลดอายุการให้ประทานบัตรจากเดิม 25 ปี เป็น 10 ปี
  14. ให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างเร่งด่วนโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนคลิตี้ล่าง และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แหล่งน้ำ ตะกอนดินและห่วงโซ่อาหารปลอดจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว และชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ดังเดิม

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

พลาย ภิรมย์
ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
อีเมล์ โทร 081 658 9432

ชลธิชา  เหลิมทอง 
ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อมวลชนประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
อีเมล์   โทร 085 479 4900

หมวด