ข่าวประชาสัมพันธ์ - ตุลาคม 24, 2552
กรีนพีซท้าทายผู้นำอาเซียนให้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำร่วมกันเพื่อปกป้องประชากร 850 ล้านคนของภูมิภาค จากผลกระทบที่สร้างความเสียหายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีพันธะต่อการยุติการทำลายป่าไม้ให้เหลือศูนย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังต้องกดดันให้ผู้นำของประเทศอุตสาหกรรมยอมรับข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ในปริมาณมหาศาล และมีผลบังคับตามกฎหมาย ณ การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ในกรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคมนี้
อาสาสมัครกรีนพีซเดินรณรงค์โดยกลิ้งลูกโลกยักษ์พร้อมข้อความ "ASEAN
: U turn the Earth"หรือ "อาเซียน สามารถยูเทิร์นโลกได้"
ไปยังโรงแรมดุสิตธานี
ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15
"ประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแสนสาหัส
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นกิสนาที่ถล่มประเทศฟิลิปปินส์อย่างไร้ความปราณีเมื่อเดือนก่อน
แต่แทนที่อาเซียนจะแสดงความรับผิดชอบที่มากล้นเพื่อปกป้องภูมิภาค
อาเซียนกลับเพิกเฉยต่อภัยคุกคามเหล่านี้
โดยเพียงแสดงความกังวลอันเป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเมื่อภัยพิบัติโจมตี
แต่ล้มเหลวที่จะเปลี่ยนความกังวลนั้นเป็นการลงมือทำอย่างจริงจัง
และการแสดงความเป็นผู้นำ
เพื่อปัดเป่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" นายธารา บัวคำศรี
ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว
"เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำประเทศกลุ่มอาเซียนต้องผนึกกำลังร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อผลักดันให้การเจรจาได้ข้อสรุปด้านสภาพภูมิอากาศอันเข้มแข็ง
ณ โคเปนเฮเกน ในเดือนธันวาคมนี้
และเพื่อแสดงสัญญาณให้เห็นว่าพวกเขามีส่วนต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่จำเป็น
พวกเขาควรประกาศยุติการทำลายป่าให้เป็นศูนย์
และให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกต่อทางเลือกต่างๆ
ที่จะปลดปล่อยสังคมของเราให้เป็นอิสระจากกับดักของระบบเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่บนเชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนอย่างมหาศาล"
นายธารา กล่าวเสริม
อาเซียนเพิ่งเริ่มแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเร็วๆ
นี้เท่านั้น และจุดยืนของอาเซียนในเรื่องนี้
เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ยังเป็นเรื่องทั่วๆ ไป
โดยขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
ในการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศในเดือนธันวาคมนี้
โลกของเรามีโอกาสครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
ในการเดินให้พ้นจากขอบเหวของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันสร้างหายนะ
ทั้งนี้ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมัน ถ่านหิน และ ก๊าซ
ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวของภาวะโลกร้อน สาเหตุอื่นก็คือ
การทำลายป่าเขตร้อนซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณร้อยละ
20 ซึ่งสูงกว่าการปล่อยก๊าซจากรถไฟ เครื่องบิน และ
รถยนต์ทั้งโลกรวมกัน
เพื่อหันเหให้ห่างไกลยิ่งนักไปจากแบบแผนปฏิบัติปกติของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา
ปฏิบัติการปกป้องป่าไม้นั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน
กรีนพีซได้รวมกลุ่มกับหลากหลายองค์กรเพื่อร่างข้อเสนอที่ระบุว่าการทำลายป่าเขตร้อนในประเทศต่างๆ
เช่น บราซิล สามารถยุติได้ภายในปี 2558
"กรีนพีซหวังว่าความสนใจร่วมกันของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเด็นการปกป้องป่าไม้
และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาค
จะทำให้อาเซียนสนับสนุนข้อเรียกร้องของเราต่อประเทศอุตสาหกรรมให้จัดหางบประมาณอย่างน้อย
4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2563
เพื่อยุติการทำลายป่าในประเทศที่กำลังพัฒนา
ในฐานะเป็นก้าวปฏิบัติในทันทีเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"
เซลดา โซริอาโน ที่ปรึกษาฝ่ายการเมือง
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว
กิจกรรมของกรีนพีซในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเนื่องในวันรณรงค์ทั่วโลกเพื่อยุติภาวะโลกร้อน
ซึ่งหลากหลายองค์กร กลุ่ม และ บุคคลร่วมจัดขึ้นรวมทั้งสิ้น 4,457
กิจกรรม ใน 172 ประเทศ
Other contacts: ธารา บัวคำศรี
ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร 089 476 9977
วิริยา กิ่งวัชระพงศ์
ผู้ประสานงานสื่อมวลชน
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โทร 089 487 0678