นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย
กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า
"ชุมชนในเอเชียกำลังตกอยู่ภายใต้เงามืดของมหันตภัยถ่านหิน
เราจะพบชุมชนที่มีความทุกข์จากผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความเสียหายด้านสุขภาพในทุกประเทศที่มีการขุดเอาถ่านหินมาใช้และนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า
ทั้งนี้
การเผาไหม้ถ่านหินเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศและส่งผลกระทบต่อชุมชนต่างๆ
ในเอเชีย
ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมมากที่สุดและมีการเตรียมการน้อยที่สุดในการจัดการกับวิกฤตดังกล่าว"
ดร. เวนเซสเลา เกียต
ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อมจากฟิลิปปินส์กล่าวว่า
"การทำเหมืองและการเผาไหม้ถ่านหินคือมรดกอันเลวร้ายสำหรับชุมชนในเอเชียที่อาศัยอยู่ใกล้เหมืองหรือรอบโรงไฟฟ้าถ่านหิน
หลายโครงการเกิดขึ้นใกล้เขตเมือง
ได้ส่งผลให้คนในพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น
โรคระบบทางเดินหายใจ มะเร็ง ไตวายและการเกิดของทารกที่ผิดปกติ
กลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมากที่สุดคือเด็กและหญิงมีครรภ์
ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
คนรุ่นอนาคตของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย"
ผู้นำชุมชนทั่วเอเชียยังได้เปิดเผยความจริงที่น่ากลัวเกี่ยวกับการทำเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศของตน
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งของกรีนพีซระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5
ขวบร้อยละ 90 ที่อาศัยอยู่โดยรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เมืองศิลากัป
เกาะชวาตอนกลาง นั้นเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ
นายกาฮาร์ อัล บาฮรี จากภาคตะวันออกของกาลิมันตัน กล่าวว่า
"เหมืองถ่านหินจะทำลายพื้นที่ของเราถ้ารัฐบาลยังไม่ลงมือทำอะไร
การสัมปทานเหมืองถ่านหินในภาคตะวันออกของกาลิมันตันได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า
3.1 ล้านเฮกแตร์ (31,000 ตารางกิโลเมตร) หรือขนาดพื้นที่เท่าๆ
กับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งประเทศ และมีเหมืองถ่านหินจำนวน 1,226
แห่งที่ได้ใบอนุญาตสัมปทานแล้ว
นายสุธีกุมาร จากรัฐเกเรลา อินเดีย กล่าวว่า "ในอินเดีย
แนวทางการพัฒนาและการขยายโครงการถ่านหินขนาดใหญ่เป็นหายนะของประเทศ
โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 4,000 เมกะวัตต์
ที่กำลังมีการผลักดันในรัฐเกเรลานั้นไม่ได้เป็นเพราะพลังงานไม่พอใช้ในรัฐแต่เป็นเพราะทิศทางการพัฒนาที่ล้าหลังและสร้างความไม่เท่าเทียม
รัฐบาลมองไม่เห็นถึงผลกระทบระยะยาวของการพัฒนาพลังงานสกปรกเหล่านั้นและไม่มีความเข้าใจที่ก้าวหน้าในเรื่องที่ว่าความจำเป็นด้านพลังงานของประเทศสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จากทางเลือกพลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ"
นายสุทธิ อัชณาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
กล่าวว่า "ถ่านหินไม่เป็นที่นิยม
เนื่องจากหลายชุมชนได้ลุกขึ้นมาต่อสู้และคัดค้าน อย่างเช่น
หลังจากที่รัฐบาลเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชุมชนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะมาเป็นเวลาหลายสิบปี
ศาลปกครองได้สั่งให้มีการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม
โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายโครงการต้องชะลอและยุติลงด้วยพลังของประชาชนและคำสั่งของศาลปกครองเนื่องจากละเมิดสิทธิชุมชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ"
ผุ้นำชุมชนในเอเชียและนายธาราได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุติถ่านหินและมุ่งสู่การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
เพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่รุนแรงรวมถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิต
ตลอดจนมหันตภัยจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอันเกิดจากการทำเหมืองถ่านหินและการเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า
ผู้นำชุมชนที่ร่วมลงนามในคำประกาศ (1) ได้กล่าวว่า
"ในโอกาสที่เราได้มารวมตัวกันนี้
เราหวังที่จะส่งสารไปยังรัฐบาลและผู้นำประเทศของเราว่าการที่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
เช่น ถ่านหินและน้ำมัน
จะผลักดันให้เราไปสู่ทิศทางของความไม่มั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น"
กรีนพีซเชื่อมั่นว่า
พลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ผนวกเข้ากับประสิทธิภาพพลังงานคือทางออกเพื่อยุติโศกนาฎกรรมที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินเผชิญอยู่
และยังเป็นทางออกที่นำไปสู่การเข้าถึงบริการพลังงานอย่างเท่าเทียมกัน
รวมถึงช่วยหลีกเลี่ยงวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
นายธารา กล่าวสรุปว่า
"รัฐบาลต้องลงมือวางแผนการพัฒนาและลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
ขณะเดียวกัน
รัฐบาลควรรับรองว่าจะมีการดำเนินการมาตรการประสิทธิภาพทางพลังงานในทุกภาคส่วน
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องใส่ใจมากขึ้นกับการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดที่มีอยู่มากมาย"
หมายเหตุ :
(1) คำประกาศภาคประชาชนเพื่อยุติถ่านหินและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด
Other contacts: ธารา บัวคำศรี
ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วิริยา กิ่งวัชระพงศ์
ผู้ประสานงานสื่อมวลชน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
02-3571921