“รัฐบาลชุดก่อนได้ด่วนตัดสินใจ โดยอนุมัติงบประมาณ 1.38 พันล้านบาทไปกับการศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ในวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งของ ดร.ปิยะสวัสดิ์ อมรนันท์ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ เนื่องจากนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัยและไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง” นายธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
งบประมาณ 1.38 พันล้านบาท ได้จัดสรรให้กับสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น การเลือกทำเลที่ตั้งโครงการ การจัดทำแผนงานสำรวจการยอมรับของสาธารณชน และ การพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคที่จำเป็นให้กับบุคลากรในประเทศ เพื่อเร่งรุดแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย
“ข้อดีต่างๆ ของนิวเคลียร์ที่ผู้ผลักดันทั้งหลายยกขึ้นมาพูดนั้นเป็นเพียงแค่โวหารมากกว่าความเป็นจริง หลายแห่งทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังงานนิวเคลียร์คือหายนะทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงไม่ควรใช้งบประมาณ 1.38 พันล้านบาท เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว งบประมาณดังกล่าวควรนำไปใช้เพื่อรับมือกับความเร่งด่วนของภาวะโลกร้อนและความมั่นคงทางพลังงานที่ถูกทิศทาง” นายธารา กล่าวเสริม
หลายแห่งทั่วโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพลังงานนิวเคลียร์คือหายนะ
ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงไม่ควรใช้งบประมาณ 1.38
พันล้านบาท
เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว
รายงานสถานภาพของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลกปี 2550 (World Nuclear Industry Status Report 2007) โดยไมเคิล ซไนเดอร์ และ แอนโทนี ฟรอกแกท นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในกลุ่มพันธมิตรอิสระแห่งยุโรป (EFA) แห่งรัฐสภายุโรป ระบุว่าจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด 439 แห่งทั่วโลกที่ยังคงใช้การอยู่ ซึ่งลดลงจากเดิม 5 แห่งเมื่อเทียบกับ 5 ปี ที่ผ่านมา ส่วนอีก 32 แห่ง สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า “ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง” ซึ่งลดลงไปจากที่มีอยู่ในช่วงปี 2533 ถึง 20 แห่ง สหภาพยุโรปมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 146 แห่ง ซึ่งลดลงจากปี 2532 ถึง 20 แห่ง รายงานสถานภาพของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์โลกปี 2550 ระบุอีกว่า นอกเหนือจากผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว การขาดกำลังแรงงานที่ได้รับการฝึกฝน การสูญเสียขีดความสามารถในการผลิตอย่างมหาศาล อุปสรรคปัญหาที่มีอย่างรุนแรงในเชิงของการผลิต การขาดความเชื่อมั่นของสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศ และ ผู้แข่งขันจากระบบก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน ยังได้ทำให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่อาจโงหัวขึ้นได้
“พลังงานนิวเคลียร์คือฝันร้ายที่น่ากลัว มันไม่เพียงแต่ทำลายความสงบสุขและความมั่นคงของภูมิภาคนี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้กับที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องหวาดระแวงถึงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นเหมือนกับเหตุการณ์เชอร์โนบิลในประเทศรัสเซีย” นายนารุดดิน อะมิน (Naruddin Amin) ประธาน Nahdhatul Ulamma กลุ่มหัวอนุรักษ์นิกายซุนหนี่ แห่งเกาะชวา เมืองเจปารา ประเทศอินโดนีเซียกล่าว
“ผู้คนในเมืองเจปาราได้ต่อสู้กับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบริเวณภูเขาไฟมูเรีย (Mount Muria) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ หลังจากได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและคำแนะนำจากนักวิชาการหลากหลายสาขา ในวันที่ 1 กันยายน 2550 คณะ Nahdhatul Ulama แห่งเมืองเจปารา ได้ตัดสินใจให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองเจปาราเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากผลกระทบอันเลวร้ายของโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันตรายจากการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีและกากนิวเคลียร์นั้นมีมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ และถือเป็นการคุกคามการอยู่รอดของประชากรในพื้นที่” นายนารุดดินกล่าวสรุป