ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ
เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง
ผลกระทบด้านสุขภาพ
ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

กลุ่มเยาวชนยุคพลังงานสะอาดกรีนพีซ (Solar Generation)
ถือป้ายที่มีข้อความ "อย่าจมอนาคตพวกเรา (Don't Drown our
Future)" หน้าวัดขุนสมุทรจีนในหมู่บ้านชายฝั่งเล็กๆ
ในขุนสมุทรจีน
ชุมชนแห่งแรกในประเทศไทยที่ต้องประสบกับการกัดเซาะของชายฝั่ง
สาเหตุหลัก คือ พายุรุนแรงเนื่องจากภาวะโลกร้อน วัดนี้
ซึ่งในปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะ
เคยตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งหลายกิโลเมตร
กลุ่มเยาวชนยุคพลังงานสะอาดเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน
และความมีประสิทธิภาพทางพลังงาน
ในขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จัดประชุมในต้นเดือนพฤษภาคม
2550 ในกรุงเทพฯ เพื่อหารือมาตรการลดภาวะโลกร้อน
ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกถึง 90
เซนติเมตรในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า
ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพต่างๆ
หลายประการ
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ในรายงานการศึกษาเพื่อจัดทำแผนปฎิบัติการแห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยว่า
มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวะการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม
เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของระดับน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น
โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯ
ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
ทั้งยังมีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1
เมตรเท่านั้น
ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40
กิโลเมตร
ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลย์ของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ
ยังเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย
ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก
รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา
ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร
อันประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
พื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และที่อยู่อาศัย
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่งแตกต่างกันไป
เป็นกรณี เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งหลายแบบ เช่น
พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหน้าผา
อาจจะมีการยุบตัวเกิดขึ้นกับหินที่ไม่แข็งตัวพอ
แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ
ส่วนชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาซึ่งมีลักษณะชายฝั่งที่แคบจะหายไป
และชายหาดจะถูกร่นเข้ามาถึงพื้นที่ราบริมทะเล
ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนจะมีความหนาลดลงและอาจถูกแทนที่ด้วยหาดเลน
เนื่องจากพืชตายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
แอ่งน้ำเค็มลดลงและถูกแทนที่ด้วยหาดเลน
ในขณะที่ปากแม่น้ำจะจมลงใต้น้ำทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของพื้นที่ลุ่มน้ำข้างเคียง
ทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำชายฝั่งจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นและอาจมีน้ำเค็มรุกเข้ามามากขึ้น
ตัวอย่างอื่นๆของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย คือ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร พื้นที่ร้อยละ
34 ของจังหวัดจะถูกกัดกร่อนและพังทลาย
ก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและนากุ้งในบริเวณดังกล่าวด้วย
กลับสู่ด้านบน
ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้การระเหยของน้ำทะเลในมหาสมุทร
แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้นยิ่ง ทำให้ฝนตกมากขึ้น
และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย
ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ
พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น
ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น
การประเมินอย่างเป็นระบบในด้านผลกระทบป่าไม้และทรัพยากรน้ำในการศึกษาล่าสุด
ชี้ให้เห็นว่าทรัพยากรเหล่านี้ประสบกับอัตราเสี่ยงในระดับสูง
ป่าไม้ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสที่จะประสบความแห้งแล้งขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนที่น้อยลง
แต่ฝนจะตกเพิ่มขึ้นในภาคใต้
ซึ่งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของประเภทของป่าไม้ของประเทศและการคุกคามต่อระะบบนิเวศ
รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง
ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย
ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป
ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอาจจะมีผลกระทบที่ต่อเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงชนิดและการแพร่กระจาย
รวมถึงความสมบูรณ์ของป่าไม้ไทยในอนาคตด้วย ยกตัวอย่างเช่น
ป่าแล้งเขตร้อน มีแนวโน้มว่าจะลุกเข้าไปในป่าชื้นใกล้เขตร้อน
นั่นคือพื้นที่ป่าชื้นมีแนวโน้มลดลง
และพื้นที่ป่าแล้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ระบบนิเวศทางทะเล
ก็นับเป็นอีกระบบนิเวศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์
รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน
กลับสู่ด้านบน
ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ
การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยระบุว่า
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรในประเทศไทย
สัมพันธ์กับปริมาณน้ำในประเทศไทย
มีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ
5 - 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว
ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ
ที่ต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน
รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย
ผลกระทบที่มีต่อส่วนอื่นๆ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
จะทำให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลของที่ราบลุ่มภาคกลางช้าลง
รวมถึงการรุกของน้ำทะเลเข้ามาในแม่น้ำ จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง
การป้องกันอาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม
แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง
ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้
การปรับตัวโดยการเปลี่ยนพืช
หรือทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
สำหรับประเทศไทย
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก
เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน
แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง
เนื่องจากแหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี เช่น แม่น้ำสายเล็กๆ
ทะเลสาบ และห้วยหนองคลองบึง อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ
ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก
ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ
และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป
กลับสู่ด้านบน
เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง

ระดับน้ำในลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมาลดต่ำลงอย่างมากในหน้าแล้ง
ทำให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารลดน้อยลง
ซึ่งคาดว่าความแห้งแล้งจะทวีความรุนแรงไปเรื่อยๆ
เนื่องจากผลของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น
อากาศที่ร้อนขึ้น
และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่
เป็นไปตามฤดูกาล
ภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น
และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน
ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย
และก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ
ตัวอย่างที่เห็นชัด ได้แก่ เหตุการณ์พายุถล่มทางภาคใต้ของประเทศ
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2531 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก
และก่อให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง นอกจากภาวะน้ำท่วมแล้ว
ยังมีพายุฝนต่อเนื่อง รวมทั้งแผ่นดินถล่ม เป็นเหตุให้โคลน หิน ดิน
และทรายจากภูเขาถล่มลงสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร
เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับว่าเป็นเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
ภัยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่
ภัยแล้ง การลดลงของปริมาณน้ำฝน และ การระเหยของน้ำที่เพิ่มมากขึ้น
การขยายตัวของภาวะแห้งแล้ง
ทำให้พื้นที่ตลอดจนผู้ได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ในช่วงกลางพ.ศ 2533
ประเทศไทยต้องประสบกับความแห้งแล้งรุนแรงซึ่งเป็นผลมาจากปรากฏการณ์
เอล นินโญ ที่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ
นอกจากนี้ไฟป่าอาจจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากภัยแล้ง
กลับสู่ด้านบน
ผลกระทบด้านสุขภาพ
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย
โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่มมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น
ภัยธรรมชาติ เช่น
ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น
โรคบิด ท้องร่วง และ อหิวาห์ตกโรค เป็นต้น
โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น
และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะไข้มาลาเรีย
ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ
เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น
อีกโรคหนึ่งที่มีจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้น คือ ไข้ส่า
ปัจจุบันการระบาดของไข้ส่าในประเทศไทยมีความรุนแรง
และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นกว่า 8-10 เท่า
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน
แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ
อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร
และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา
กลับสู่ด้านบน
ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ
ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น
หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติ
เช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน
โรคระบาดรุนแรง และ ผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย
ไร้ที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม
และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก
ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน
และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้
ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน
อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม
แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง
ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้
การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว
ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง
ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร
ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง
พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ
และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น
ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น
หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน
เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ
เป็นต้น
การป้องกันดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น
ในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าที่จะป้องกันในเชิงเศรษฐกิจจะถูกละทิ้งไป
ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด เช่น
การช่วยเหลือชาวนา
ซึ่งจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำทะเลรุก
เป็นต้น
กลับสู่ด้านบน