Pollutant Release and Transfer Register

หน้า - กุมภาพันธ์ 17, 2553
ทำเนียบการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) คืออะไร ปัจจุบันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างจำกัด (Right to Know) หรือแม้แต่ภาครัฐเองก็ขาดข้อมูลที่ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นปัญหาที่สำคัญ เร่งด่วน ทั้งเพื่อนำมาพิจารณาวางแผนในการบริหารจัดการ และข้อมูลในการติดตามเพื่อประเมินผล การแก้ไขและป้องกันปัญหามลพิษจึงขาดประสิทธิภาพและไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรม อาทิ ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษอันตรายในแหล่งน้ำ

ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีใครทราบว่ามีสารเคมีอันตรายประเภทใดบ้างและในปริมาณ เท่าไรที่โรงงานแต่ละแห่งปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ รวมแล้วมีปริมาณเท่าไร เมื่อไม่ทราบข้อมูล ก็ทำให้มองไม่เห็นถึงต้นเหตุของปัญหา ไม่สามารถลดมลพิษได้ หรือกระทั่งไม่ทราบว่ากำลังเป็นปัญหา ในขณะที่ความสำเร็จของนโยบายลดมลพิษก็ไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน

หลายประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วจึงได้นำระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Pollutant Release and Transfer Register: PRTR หรือ ทำเนียบข้อมูลการใช้งานและปล่อยสารเคมีอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า "ทำเนียบการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม" มาประยุกต์ใช้เป็นกฎหมายหรือข้อบังคับ ซึ่งประชาชนสามารถจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการปล่อยมลพิษของแต่ละโรงงานอุตสาหกรรมได้

PRTR มีประโยชน์ต่อ

ภาครัฐ เช่น การติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินนโยบายการลดมลพิษหรือสารเคมีสู่สิ่งแวดล้อม การวัดความสำเร็จของนโยบายสิ่งแวดล้อม การวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉินของหน่วยงานรัฐและอุตสาหกรรม การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการป้องกันมลพิษ และผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นต้น

ภาคอุตสาหกรรม เช่น การตรวจสอบตัวเองหรือปรับปรุงระบบการตรวจสอบภายใน การป้องกันความสูญเสีย การกระตุ้นให้ลดและเลิกใช้สารเคมีอันตรายและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารเคมีอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของคนงานในโรงงาน และการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เป็นต้น

ประชาชน เช่น เป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าถึงข้อมูลด้านมลพิษและสารเคมีของโรงงานและของรัฐ การป้องกันตนเองและชุมชน การตรวจสอบโรงงานและเจรจากับโรงงานให้แก้ปัญหา เป็นเครื่องมือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการปัญหามลพิษ การสร้างกระบวนการเรียนรู้และเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และการศึกษาวิจัย เป็นต้น

การรายงานและการเผยแพร่ข้อมูลในระบบ PRTR จะกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรมแต่ละแห่งจะต้องรายงานการใช้สารเคมีแต่ละชนิดและปริมาณการปล่อยและขนย้ายทั้งหมดสู่ตัวกลางสิ่งแวดล้อมทุกประเภท (อากาศ น้ำ ดิน) รายงานเป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่จัดทำเป็นรายปีภายใต้แบบฟอร์มรายงานหรือโครงสร้างข้อมูลที่ไม่เปลี่ยนแปลง จัดทำเป็นฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่สามารถเผยแพร่สู่สาธารณะ และต้องจำกัดข้อมูลที่ปกปิดเฉพาะความลับทางการค้าเท่านั้น

สหรัฐอเมริกาได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยเรียกว่า Toxics Release Inventory (TRI) ซึ่งก็คือทำเนียบการปล่อยสารพิษ US EPA ระบุว่าเพียง 7 ปีหลังการใช้ (2538) ทำเนียบการปล่อยสารพิษ (TRI) พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในการลดปริมาณสารเคมีหรือมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม คือมลพิษในสิ่งแวดล้อมลงได้ประมาณ 45.64% หรือคือ จาก 2.96 เหลือ 1.61 พันล้านปอนด์ และยังมีตัวอย่างความสำเร็จในการลดมลพิษหลังมีการใช้กฏหมาย PRTR อีกหลายประเทศ เช่น แคนาดา ลดได้ถึง 36% ภายใน 3 ปีหลังการบังคับใช้ อังกฤษ ลดได้ถึง 46% ระหว่างปี 2540- 2544 เป็นต้น โดยปัจจัยพื้นฐานของความสำเร็จคือ การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล และการปฏิวัติการสื่อสาร (คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต) นอกจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และอังกฤษแล้ว ปัจจุบันมีหลายประเทศนำแนวคิดระบบ PRTR มาประยุกต์ใช้เป็นกฎหมาย เช่น กลุ่มประเทศส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี เม็กซิโก แอฟริกาใต้ เป็นต้น และอีกหลายประเทศก็กำลังจะพิจารณานำมาใช้ เช่น จีน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษได้มีการริเริ่มนำมาใช้แก้ปัญหาในบริเวณมาบตาพุต แต่ก็ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติหรือนำมาใช้อย่างจริงจัง ในขณะที่จะนำมาผลักดันเป็นกฏหมายหรือนำมาใช้ทั้งประเทศยังเป็นความหวังที่เลือนลาง ต้องรอความจริงใจในการแก้ปัญหาจากทั้งภาครัฐและเอกชน

โดยสรุปแล้ว PRTR เป็นเครื่องมือทางนโยบายหรือระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้หลักการความโปร่งใสด้านการรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาการลดมลพิษ โดยแต่ละโรงงานต้องรายงานข้อมูลการใช้และการปล่อยสารเคมีอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ อากาศ รวมถึงการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมเพื่อการกำจัดทำลาย  ทิศทางข้อมูลดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ว่าแต่ละโรงงานหรือภาคอุตสาหกรรมมีความคืบหน้าในการลดมลพิษได้เท่าไร สามารถชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนา และยังรวมการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งเสริมให้โรงงานมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดมากขึ้น ที่สำคัญคือประชาชนหรือชุมชนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อเรียนรู้ถึงมลพิษที่อยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัย รับทราบถึงกระบวนการการลดมลพิษ ตระหนักในการเฝ้าระวังและป้องกันอันตราย ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ และการเข้าถึงข้อมูลยังจะช่วยส่งเสริมให้ชุมชนมีความไว้วางใจโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นจนสามารถอยู่ร่วมกันได้

ในขณะที่ประเทศไทยต้องประสบปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชนที่ต้องได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปัญหาสุขภาพจากอากาศและน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ ปัญหาชุมชนไม่สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรได้ดังเดิมรวมถึงการสูญเสียอาชีพและแหล่งอาหารเนื่องจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ และปัญหาความเสี่ยงต่ออุบัติภัยร้ายแรง เป็นต้น ดังนั้นคงไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลกระทบเหล่านี้ โดยต้องออกมาตรการและปฏิบัติการลดมลพิษและมุ่งสู่การปล่อยมลพิษให้เหลือศูนย์ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เป็นพื้นฐานสำคัญ