โลกที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ

หน้า - ตุลาคม 27, 2551

ผลกระทบของภาวะโลกร้อนเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราทุกคน แต่ผลกระทบจะรุนแรงมากกว่าในประเทศที่ยากจนที่สุด ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล เพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และี่มีส่วนในการปล่อยแก๊สเรือนกระจกไม่มากนัก นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยจึงต้องลงมือทำ โดยใช้ทรัพยากรทางเทคโนโลยีและการเงินเพื่อลดปริมาณการปล่อยแก๊สเรือนกระจกของตนเองลง รวมถึงช่วยเหลือประเทศที่ยากจนกว่าในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ไม่ทำลายสภาพภูมิอากาศ อันเป็นเป้าหมายที่เรียกว่า "ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ" (Climate Equity) หากเราต้องการบรรลุเป้าหมายเพื่อให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ทุกๆ คนที่อาศัยอยู่บนโลกนี้จะต้องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ของตนลงให้เหลือเป็น 1.3 ตันต่อปี ภายในพ.ศ. 2593 โดยวิธีการเปรียบเทียบ

[01] รถยนต์ออฟโรดหรือรถลีมูซีนขนาดใหญ่ จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 1.3 ตัวจากการเดินทางในระยะทางที่น้อยกว่า 3,000 กิโลเมตร ขณะที่รถยนต์ขนาดเล็กจะเดินทางได้มากกว่า 18,000 กิโลเมตร โดยปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ในปริมาณเท่ากัน (1.3 ตัน)

[02] ครอบครัวในบังคลาเทศปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ 1.3 ตัน จากกิจกรรมทุกอย่างที่มีอยู่ในปีหนึ่งๆ ปัจจุบันการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซต์ต่อคนของบังคลาเทศ คือ 0.3 ตันต่อปี

[03] ในทางตรงกันข้าม ผู้บริโภคในประเทศอุตสาหกรรมทุกๆ 4 คนโดยเฉลี่ย มีส่วนทำลายสภาพภูมิอากาศในขอบเขตเดียวกัน (1.3) ตัน โดยมาจากเพียงผลจากการบริโภคเนื้อสัตว์ของพวกเขาเท่านั้น เนื่องจากการผลิตเนื้อสัตว์ทุกๆ 1 กิโลกรัมจะปล่อยแก๊สเรือนกระจก (รวมถึงมีเทนและไนตรัสออกไซต์) เทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซต์ 3-4 กิโลกรัม

[04] การเดินทางท่องเที่ยวโดยเครื่องบินทั้งไปและกลับระยะทาง 2,500 กิโลเมตรจะปล่อยแก๊สเรือนกระจกเทียบเท่ากับ 1.3 ตันของคาร์บอนไดออกไซต์ต่อผู้โดยสารแต่ละคนบนเครื่องบิน ถือเป็นการใช้งบดุลของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ต่อปีที่แต่ละคนมีอยู่จนหมด

[05] เรายังมีเวลาที่จะช่วยกันลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ของเราให้เป็น 1.3 ตัีนต่อไป สิ่งสำคัญคือ ต้องเริ่มปกป้องสภาพภูมิอากาศเดี๋ยวนี้ การคำนวณจะเกิดผล หากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ลดลงอย่างรวดเร็วและคงที่เริ่มต้นวันนี้