คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมพิจารณาจีเอ็มโอเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับเกษตรกร ผู้บริโภค และ สิ่งแวดล้อม

เรื่องราว - มีนาคม 21, 2548
กรุงบรัสเซลล์ 21 มีนาคม 2548 – องค์กรสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค และ กลุ่มเกษตรอินทรีย์เรียกร้องในวันนี้ให้คณะกรรมาธิการยุโรปรับฟังประชาพิจารณ์ และ ชะลอนโยบายสนับสนุนจีเอ็มโอที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยตัวแทนองค์กรทั้งหมดยังเสนอความเห็นเชิงกฎหมายวิพากษ์วิจารณ์แผนการของสหภาพยุโรปที่จะให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับพืชตามธรรมชาติ โดยจะมีการนำนโยบายเรื่องจีเอ็มโอเข้าสู่วาระการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อพิจารณา

เอกสารที่คณะกรรมาธิการจะพิจารณาในวันพรุ่งนี้ จะเกี่ยวข้องกับกระแสเรียกร้องให้มีเขตปลอดจีเอ็มโอทั่วยุโรปมากขึ้น และ ความวิตกว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายเรื่องจีเอ็มโอของคณะกรรมาธิการจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน แม้กระนั้นก็คาดว่าคณะกรรมาธิการจะออกมายืนยันว่า ยังคงเดินหน้าผลักดันการปลูกพืชจีเอ็มโอต่อไป แม้ว่าจะมีช่องว่างทางกฎหมายเกี่ยวกับการปลูกพืชสองชนิดร่วมกันก็ตาม

Eric Gall เจ้าหน้าที่รณรงค์ กรีนพีซ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะต้องส่งสัญญาณให้รู้ว่า พร้อมจะรับฟังเสียงแสดงความวิตกของสาธารณชน ชาวนา และ ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับผลกระทบของจีเอ็มโอ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และ เศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการไม่สามารถส่งของร้อนเช่นนี้ให้กับประเทศสมาชิกแล้วออกมาตำหนิที่พวกเขาไม่เห็นด้วยไม่ได้ สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก คือ ต้องให้แน่ใจว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยการประเมินความเสี่ยง และ สอดส่องจีเอ็มโอจะถูกนำมาใช้อย่างจริงจังและเหมาะสม

บทความแสดงความคิดเห็นซึ่งตีพิมพ์วันนี้ชี้ว่า ความพยายามของคณะกรรมาธิการยุโรปในการอนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับพืชตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่ผิดตั้งแต่แรก ความเห็นของนาย Paul Lasok ซึ่งเป็น QC ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของยุโรป ถูกนำมาอ้างอิงถึงโดยกลุ่มแนวร่วมสิ่งแวดล้อม และ องค์กรผู้บริโภคในอังกฤษ ซึ่งในบทความยังวิจารณ์คำแนะนำของคณะกรรมาธิการว่า ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฏหมายชุมชน และ ผิดหลักการทางกฎหมาย

Geert Ritsema แห่งกลุ่ม Friends of the earth Europe กล่าวว่า แผนของคณะกรรมาธิการที่จะสนับสนุนการปลูกพืชจีเอ็มโอ โดยไม่มีกฎหมายรับรองการปลูกพืชทั้งสองชนิดร่วมกันที่เหมาะสม เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค เกษตรกรอินทรีย์ และเกษตรกรทั่วๆไป ถือเป็นเรื่องที่ไร้ความรับความผิดชอบอย่างมาก หากนโยบายนี้มีผลบังคับใช้เพราะในไม่ช้าพื้นที่ชนบทของยุโรปจะต้องปนเปื้อนจีเอ็มโอ แผนการนี้จำเป็นต้องถูกยับยั้งอย่างสิ้นเชิง

Mauro Albrizio แห่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรปเสริมว่า คณะกรรมาธิการจะต้องออกกฎหมายว่าด้วยเรื่องการปลูกพืชสองชนิดร่วมกันโดยเร็ว และ จะต้องตระหนักว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และ ในภูมิภาคต่างๆ มีสิทธิที่จะจัดตั้งเขตปลอดจีเอ็มโอ

Francesco Montanari แห่ง Euro Coop กล่าวว่า ในเวลานี้ มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องกำหนดกรอบทางกฎหมายของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดเกี่ยวกับการติดฉลากจีเอ็มโอ เพื่อปกป้องผู้บริโภคจำนวนมากที่ไม่ต้องการบริโภคอาหารจีเอ็มโอ และ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการเขตปลอดจีเอ็มโอ ที่สำคัญต้องมีการติดฉลากเมล็ดพันธุ์ปนเปื้อนจีเอ็มโอที่ตรวจวัดได้ที่ระดับร้อยละ 0.1 และ ติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ที่กินอาหารจีเอ็มโอด้วย

Marco Schluter แห่งสมาคมเกษตรอินทรีย์ IFOAM ของสหภาพยุโรป กล่าวว่า การลดตำแหน่งงานที่ทำเกษตรอินทรีย์ และ เขตปลอดจีเอ็มโอ เพื่อผลประโยชน์ของผู้ผลิตจีเอ็มโอบางกลุ่มเป็นเรื่องบ้าคลั่งทางเศรษฐกิจสิ้นดี เฉพาะในเยอรมนี เกษตรกรอินทรีย์สร้างงานมากถึง 75, 000 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับตำแหน่งงานไม่กี่ร้อยตำแหน่งในธุรกิจเกษตรจีเอ็มโอ และ ตำแหน่งงานใหม่ที่วงการจีเอ็มโอสร้างขึ้นก็ล้วนแต่อยู่ในห้องทดลอง เพื่อการทดสอบผลิตภัณฑ์ และ คัดแยกสิ่งที่ปนเปื้อนกับจีเอ็มโอออกไป